วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553

ดัชชุน...สุนัข โหลดเตี้ย สายพันธุ์เยอรมัน ตอนที่ 2 (จบ)


ประเภทของ สุนัข ดัชชุน

1. ดัชชุน ขนสั้น หรือขนเรียบ ขนจะสั้น หนา เรียบ และเป็นเงา ไม่มีบริเวณที่ขนหลุดล่วงเหลือแต่หนัง ข้อบกพร่องพิเศษ คือขนละเอียด,บาง,หยาบเหลือหนาเกินไปหางค่อยๆ เรียวเล็กลงทีละน้อยไปทางปลายหาง มีขนดีแต่ไม่ถึงกับดกมาก ยาวเรียว ขนหนาหยาบที่ด้านล่างถือว่าเป็นแถบของขนที่กำลังขึ้นงอกงาม

2. ดัชชุน ขนหยาบ หรือขนลวด เป็นพันธุ์ผสม ลักษณะโดยทั่วไปเป็นแบบเดียวกับ ดัชชุน ขนสั้นแต่ขาไม่ยาว ลำตัวสูงกว่าพื้น ขนทั้งลำตัวยกเว้นขากรรไกร คิ้ว หู ปกคลุมไปด้วยขนแข็ง หยาบ หนา สั้น เหมือนกันหมดทั้งลำตัว แต่มีขนที่สั้นกว่าและละเอียดกว่ากระจายอยู่ระหว่างขนที่หนา มีเคราอยู่ที่คาง ขนคิ้วเป็นพุ่ม ที่ตรงบริเวณหูขนจะสั้นกว่าที่ลำตัว

3. ดัชชุน ขนยาว ลักษณะเด่นของพันธุ์ขนยาวคือ ขนแพรไหมค่อนข้างยาว ขนนุ่มเรียบเป็นประกาย ขนหยิกเล็กน้อย มีความยาวกว่าที่บริเวณใต้คอ ที่ด้านล่างของลำตัวโดยเฉพาะที่หูและหลังขาเป็นลักษณะขนยาว ขนมีความยาวที่ด้านใต้หาง ขนยาวพ้นขอบด้านล่างของหู


อุปนิสัยของ สุนัข ดัชชุน

นิสัยที่ทำให้หลายคนหลงใหลได้ปลื้มกระทั่งอดใจไม่ไหว ต้องหา สุนัข ดัชชุน มาไว้เป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของครอบครัว คือ ดัชชุน เป็นสุนัขที่อารมณ์สดใส ใจดี และมีชีวิตชีวา สง่างาม กล้าหาญ มีความมุ่งมั่น ชอบค้นหา มีจมูกดมกลิ่นที่ยอดเยี่ยม แต่ออกแนวดื้อรั้น อีกทั้งยังมีความอยากรู้อยากเห็น แถมมีความซุกซน

ขณะเดียวกัน สุนัข ดัชชุน ก็มีความเฉลียวฉลาด และที่เป็นเสน่ห์สุดๆ ของเจ้าหมาพันธุ์ไส้กรอกก็ตรงที่ "เขาจะรักเจ้าของอย่างมากๆ ขี้อ้อนสุดๆ" ด้วยเหตุนี้ในต่างประเทศจึงนิยมเลี้ยงดัชชุนไว้ในบ้าน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก

และอย่างหนึ่งที่ไม่อาจลืมหรือมองข้ามไปได้ จนบางครั้งทำให้หลายๆ คนคิดจะคัดออกจากการเป็นสมาชิกของครอบครัวทั้งที่เป็นธรรมชาติของมัน ก็คือ ดัชชุน จะชอบขุดดิน ขี้อิจฉา โกรธง่าย และค่อนข้างดื้อรั้น อย่าแปลกใจหากมันชอบที่จะขุดหลุมขุดโพรงและวิ่งไล่จับหนูจับแมลงสาบเล่น เพราะนั่นคืออุปนิสัยดั้งเดิมของมันที่ถ่ายทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ


อาหารและการเลี้ยงดู สุนัข ดัชชุน

หลายๆ คนที่เปิดใจกว้างคิดจะรับเจ้าสุนัขไส้กรอกเข้ามาเป็นสมาชิกภายในบ้าน ก่อนอื่นต้องถามใจด้วยว่า มีเวลาพาเขาไปเดินเล่นอย่างน้อย 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ หรือไม่ เพราะดัชชุนเป็นสุนัขที่ชอบการเดินมาก อีกทั้งยังอ้วนง่าย ทำให้เสี่ยงต่อปัญหาด้านสุขภาพตามมาภายหลัง ดังนั้น ในการเลือกซื้อสุนัขพันธุ์นี้มาเลี้ยงจะต้องดูในเรื่องสุขภาพและความแข็งแรงเป็นหลัก

สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยง สุนัข ดัชชุน ควรใช้อาหารเม็ด ควรให้วันละ 2 มื้อ เช้า-เย็น ข้อควรระวังในการเลี้ยง ดัชชุน คือ ห้ามเลี้ยงจนมันอ้วน เพราะจะมีปัญหาต่อกระดูกสันหลังของมันได้


โรคและการป้องกัน

สุนัข ดัชชุน มักจะเป็นโรคตะโพกอ่อน จะพบอาการชัดเจนเมื่อสุนัขโตแล้ว ถ้าเป็นโรคนี้แล้วจะกระโดดไม่ไหวเหมือนขาไม่มีแรง นอกจากนี้ ส่วนหลังของดัชชุนจะได้รับอันตรายได้ง่ายมาก เนื่องจากมีหลังที่ยาวกว่าปกติ กระดูกงอระหว่างกระดูกสันหลังเมื่ออายุมาก และปัญหาเกี่ยวกับข้อกระดูกสันหลัง

ดังนั้น อย่าลูบหลังของ สุนัข ดัชชุน บ่อย หรืออย่าให้ถูกกระทบกระแทกจากการกระโดด และไม่เหมาะที่จะเลี้ยง ดัชชุน ในบ้านที่มีพื้นต่างระดับหรือพื้นที่สูงๆ ต่ำๆ มาก

จาก : http://pet.kapook.com/view141.html

ดัชชุน...สุนัข โหลดเตี้ย สายพันธุ์เยอรมัน ตอนที่ 1


สุนัขไส้กรอก...ที่ตัวที่เตี้ยๆ หลังยาวๆ ขาสั้นๆ เวลามันเคลื่อนตัววิ่งหรือเดินไปไหนๆ นั้น เหมือนกับไส้กรอกเคลื่อนที่อย่างไงอย่างงั้น จนหลายคนที่พบเห็น หรือแม้แต่เจ้าของเอง พากันเรียกมันติดปากว่า "สุนัขไส้กรอก" ซึ่งจริงๆ แล้วเจ้าสุนัขพันธุ์นี้มันคือ ดัชชุน (Dachshund) สุนัข ที่มีต้นกำเนิดจากเยอรมนี ที่ถูกยกให้เป็นสายพันธุ์สุนัขที่เป็นสัญลักษณ์ของเยอรมนีที่มีชื่อเสียงโด่งดังพอกับเบียร์ของประเทศเลยทีเดียว ปัจจุบัน ดัชชุน เป็นสุนัขยอดนิยมติดอันดับโลก

ดัชชุน เป็นสุนัขที่กล้าหาญ แข็งแรงและทรหด เป็นมิตรกับเด็ก อีกทั้งยังเป็น สุนัข ที่ฝึกง่าย ไม่ดุร้ายและเรียนรู้เร็ว เห็นตัวเล็กๆ แบบนี้แต่ฉลาด ไอคิวสูง มีสัญชาตญาณในการล่าเยี่ยม เพราะถูกผสมขึ้นมาเพื่อการล่า และติดตามสัตว์บนพื้นดินหรือต่ำกว่า ไม่ว่าจะเป็นกระต่ายป่า และหนู ทั้งบนดินและใต้พื้นดิน โดยวิธีการดัชชุนจะใช้ขาสั้นๆ ขุดดินเพื่อให้เหยื่อออกมา จากนั้นมันก็จะตามไล่ล่าเข้าไปในโพรงอย่างเมามัน! โดยเฉพาะกับตัวแบดเจอร์ ซึ่งเป็นสัตว์ป่าชนิดหนึ่งอาศัยอยู่ใต้ดินและมักจะออกมาหาอาหารตอนกลางคืน สุนัข ดัชชุน จึงมักถูกเรียกว่า "สุนัขแบดเจอร" อีกชื่อหนึ่งด้วย

ว่ากันว่า ความกล้าหาญของ สุนัข ดัชชุน หลายตัวรวมกันสามารถเข้าต่อกรกับหมีป่าได้อย่างสบาย ตามข้อมูลระบุว่า สุนัข ดัชชุน ขนาดเล็กที่มีน้ำหนัก 16 - 22 ปอนด์ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับ สุนัขจิ้งจอก และสามารถแกะรอยกวางที่ได้รับบาดเจ็บ

ทั้งนี้ ความนิยมในการเลี้ยง สุนัข ดัชชุน ในอเมริกาและแคนาดาเริ่มขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นต้นมา โดยทหารอเมริกันได้นำสายพันธุ์มาจากเยอรมนี

ลักษณะทั่วไปของ สุนัข ดัชชุน

ดัชชุน เป็นสุนัขในกลุ่มสุนัขฮาวด์ (Hound Group) มีส่วนสูงโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 13 - 23 ซม. น้ำหนัก 8 - 12 กิโลกรัม สุนัข พันธุ์นี้จะมีรูปร่าง ยาวเรียว บึกบึน แข็งแรง เตี้ย ล่ำ พร้อมด้วยขาสั้นๆ หัวยาวเรียว กะโหลกศีรษะราบและนูนโค้งเล็กน้อย คิ้วโค้งและยื่นออกมา ขากรรไกรยาว กรามแข็งแรง ฟันสบกันแบบเหมือนกรรไกร ตาสีน้ำตาล-ดำ แสดงออกถึงความเฉลียวฉลาดและแสดงความรู้สึกเป็นมิตร

สุนัข ดัชชุน ใบหูจะยาว และเคลื่อนไหวได้ ลำตัว มีลักษณะเรียวยาว กล้ามเนื้อแข็งแรง ระยะระหว่างพื้นถึงลำตัว (อก) จะเท่ากับ 1 ใน 3 ของความสูงจากพื้นถึงหัวไหล่ และความยาวของลำตัว หาง จะอยู่ในแนวเดียวกับหลัง

ส่วนขนของ สุนัข ดัชชุน นั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ ขนสั้น ขนหยาบ และขนยาว สีที่นิยมเลี้ยงในบ้านเรามีหลายสี อาทิ สีดำ, สีน้ำตาล, สีเทา, สีครีม, สีช็อกโกแลต ฯลฯ แต่ถ้าเป็นหลายสีในตัวเดียวกันก็จะมีราคาแพงกว่าสีเดียว เช่น มี 3-5 สีในตัวเดียวกัน

ทั้งนี้ สุนัข ดัชชุน ที่เป็นสายพันธุ์แท้จะต้องมีรูปทรงดี สมส่วน ถ้าตรงตามสายพันธุ์ส่วนของหางจะต้องตรง ไม่ขด ขาหลังไม่โก่งหรือเป็นโรคตะโพกอ่อน ลักษณะการเดินทะมัดทะแมง โดยสังเกตุง่ายๆ คือ ดัชชุนตัวเมียถ้ามีลำตัวยาวยิ่งดี แต่ถ้าเป็นตัวผู้จะต้องมีลำตัวสั้นกว่าตัวเมียเล็กน้อยจะสวยมาก

จาก : http://pet.kapook.com/view141.html

สุนัขพันธุ์ไทยหลังอาน


ปากทู่ หูตั้ง หางโด่
หัวโต อกกว้าง ร่างใหญ่
ฟันสวย เล็บงาม สีอำไพ
กล้ามใหญ่ ไหล่ตั้ง ตารี
เส้นหลังตรง อานยาว อุ้งเท้าสิงห์
ก้าวเดินวิ่ง เป็นสง่า เพิ่มราศี
ใจสู้ รู้ภาษา ร่าเริงดี
หมาพันธุ์นี้ ของตราดแท้ แต่โบราณ


สุนัข ไทยหลังอาน (Thai Ridgeback) จัดเป็น "สุนัขประจำชาติไทย" ที่เก่าแก่ของประเทศ อีกทั้งยังสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศด้วยการคว้ารางวัลการประกวด สุนัข ระดับโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน ทั้งนี้ สุนัข ไทยหลังอาน มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศไทยแถบจังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง

ลักษณะเด่นของ สุนัข ไทยหลังอาน คือ แนวขนที่ขึ้นย้อนทางจากท้ายทอดไปตามแนวหลัง หรือที่เรียกว่า มีอานนั่นเอง มีท่าทางว่องไว กระฉับกระเฉง ดูร่าเริง ฉลาด ซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อเจ้าของ และยังมีสัญชาตญาณในการล่าสัตว์ มีความดุร้ายพอสมควร ระแวดระวังคนแปลกหน้า หรือตื่นตระหนกเมื่อได้ยินเสียงต่างๆ ชาวบ้านจึงนิยมเลี้ยง สุนัข ไทยหลังอาน ไว้เฝ้าบ้าน อย่างไรก็ตาม สุนัข ไทยหลังอาน มักดุร้ายต่อเมื่ออยู่ในบ้านเท่านั้น หากออกนอกบ้าน แล้วจะไม่ทำอันตรายใครทั้งสิ้น เว้นเสียแต่เมื่อมันหรือนายของมันถูกทำร้าย

สมัยก่อนชาวบ้านนิยมออกหาอาหารโดยการเข้าป่าล่าสัตว์ ซึ่งมักมีสุนัขพันธุ์ไทยหลังอานติดตามไปช่วยล่าสัตว์ด้วย เพราะสามารถวิ่งได้เร็ว เนื่องมาจากมีช่วงลำตัวยาวอกลึกเป็นพิเศษและเอวคอดจึงถูกจัดเป็นสุนัขล่าเนื้อพันธุ์หนึ่ง แต่ในบางครั้งอาจได้ยินคนเรียกสุนัขพันธุ์นี้ว่า "หมาตามเกวียน"ตามลักษณะที่มันวิ่งตามเกวียน ไปกับผู้เลี้ยงขณะเดินทาง

ทั้งนี้ บรรพบุรุษของ สุนัข ไทยหลังอาน ไม่ชัดเจนเท่าไหลนัก เท่าที่มีข้อมูลบันทึกไว้เก่าแก่ที่สุดเรื่องราวของสุนัขไทย คือบันทึกในสมุดข่อยโบราณ สมัยพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยาราว พ.ศ. 2170 ประมาณ 382 ปีมาแล้ว

ในปี พ.ศ. 2531 กลุ่มผู้เลี้ยง สุนัขพันธุ์ไทย ได้เริ่มก่อตัวและจัดตั้งเป็นชมรมและสมาคมขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและพัฒนาสุนัขพันธุ์ไทยให้ได้มาตรฐานยิ่งขึ้น โดยทางสมาคมผู้เลี้ยงสุนัขแห่งประเทศไทยได้ยื่นขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสหพันธ์สุนัขแห่งเอเชีย(A.K.U.) และสมาคมสุนัขโลก (F.C.I.) เพื่อขอจดทะเบียนลิขสิทธิ์พิทักษ์ สุนัข ไทยหลังอาน ทำให้ สุนัข ไทยหลังอาน ได้เข้าเป็นสมาชิก เมื่อปี พ.ศ.2530 ลำดับที่ 338 ทั้งนี้ ตามมาตรฐานฉบับล่าสุดเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2546 สุนัข ไทยหลังอาน จัดอยู่ในกลุ่มสปิทซ์และสุนัขล่าสัตว์พันธุ์พื้นเมือง

ปัจจุบัน สุนัข ไทยหลังอาน ได้รับความสนใจทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น เริ่มมีความสนใจที่จะมีการจัดประกวดสุนัขไทยหลังอานในต่างประเทศ เสน่ห์ของ สุนัข ไทยหลังอาน ที่คนต่างชาติชอบคือ ความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ต้องแต่งเติม สุนัข สายพันธุ์ต่างประเทศบางสายพันธุ์จะต้องมีการตัดหางหรือตัดแต่งหู เหล่านี้เป็นต้น


ลักษณะโดยทั่วไปของ สุนัข ไทยหลังอาน

สุนัข ไทยหลังอาน จัดอยู่ในจำพวกฮาวด์(hound) คือพวกสุนัขล่าสัตว์ เป็นสุนัขขนาดปานกลาง ขนสั้น มาก ร่างกายแข็งแรง ว่องไว ปราดเปรียวมีความสามารถในการกระโดดเป็นเยี่ยม มีรูปร่างลักษณะใกล้เคียงกับสุนัขพันธุ์ไทยทั่วไปขนาดก็เท่าๆ กัน แต่มีลักษณะเด่นพิเศษตรงแนวขนที่ขึ้นย้อนทางจากท้ายทอดไปตามแนวหลัง ลำตัวยาวกว่าความสูงที่บ่าเล็กน้อย ขณะที่ สุนัข ไทยหลังอาน ยืนเพ่งดูจะมีลักษณะงามสง่า หน้าจะเชิด หูจะตั้ง หางจะทอดไปข้างหลังมีลักษณะเหมือนดาบโค้งงอนมีกล้ามเนื้อเห็นชัดเจน ลักษณะทางกายภาพเหมาะกับการล่าสัตว์

การเลือกซื้อ สุนัข ไทยหลังอาน คือ ลูกสุนัขควรมีอายุอย่างน้อย 2 เดือน และเลือกตัว ที่มีสุขภาพแข็งแรง โดยดูจากลักษณะทั่วๆไป เช่น สังเกตุตาว่าต้องใส ไม่มีฝ้าขาวหรือขี้ตา เหงือกสีชมพูแดงเรื่อๆ ไม่ขาวซีด ฟันสีขาวน้ำนม ไม่เป็นสีเหลืองอ่อน จมูกชื้น ไม่แห้งและไม่มีน้ำมูก หูสะอาดแห้ง ไม่มีกลิ่น ขนสั้น หลังอาน หางต้องตั้งตรง เพราะเมื่อมันโตขึ้นหางจะ ยิ่งม้วนเข้า หากม้วนตั้งแต่เล็กๆ โตขึ้นอาจม้วนจนติดหลัง ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นควรเลือกตัวที่หางตั้งตรงมากที่สุด

อย่างไรก็ดี ลูกสุนัข อายุน้อยกว่า 2 เดือน หูอาจจะยังตกอยู่ เพื่อความปลอดภัย เวลาเลือกซื้อก็ควรหลีกเลี่ยงลูกสุนัขหูตก ส่วนสีก็เลือกตามที่คุณพอใจ แต่ควรให้เป็นสีเดียวตลอดทั้งตัว ลักษณะเหล่านี้ต้องตรวจดูให้ทั่วก่อนตัดสินใจซื้อ


สีขน

สุนัข ไทยหลังอาน ที่จดทะเบียนไว้ กับสมาพันธุ์สุนัขโลก (FCI) มี ๔ สีคือ แดง (น้ำตาล-แดง) ดำ สวาด (เทา) และสีกลีบบัว หรือสีเหลืองอ่อนอมน้ำตาลอ่อน ( Isabella/Fawn) สำหรับ สุนัข สีแดงมักนิยมตัวที่มีปากมอม (สีดำบริเวณรอบปาก) ยังมี สุนัข ไทยหลังอาน อีกหลายสีที่มีให้เห็นบ้างคือ สีขาว ลายเสือ และสีเขียว (สีกระรอก)


อุปนิสัย

สุนัข ไทยหลังอาน เป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์ ที่ได้ชื่อว่ารักเจ้าของ ไม่ดื้อ ประจบเก่ง สุภาพ และฉลาด แต่มีความดุร้ายพอสมควรเมื่อเจอคนที่ไม่ใช่เจ้าของ


การเลี้ยงดู สุนัข ไทยหลังอาน

โดยปกติกแล้ว สุนัข ไทยหลังอาน เป็นสุนัขที่เลี้ยงง่าย แข็งแรง แต่เรื่องนิสัยที่ว่าดุๆ ก็เป็นเพราะพื้นฐานของสายพันธุ์ ซึ่งมันจะขี้ประจบ หวงเจ้าของ แต่กับคนแปลกหน้า ผู้เลี้ยงต้องคอยดูแลให้ดีๆ ไม่งั้นอาจเป็นปัญหาไปกัดเพื่อนบ้าน หรือคนอื่นๆ ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการเลี้ยงด้วยว่าคุณเอาใจใส่ต่อสุขภาวะทางอารมณ์ของเขามากแค่ไหน เพราะ สุนัข ไทยหลังอาน บางตัวก็ขี้เล่น ร่าเริง และเป็นมิตร

ในเรื่องของสุขภาพ ด้วยความที่ขนสั้น จึงต้องดูแลเรื่องผิวหนังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะยุงและเห็บหมัด เพราะเป็นพาหะนำโรคชั้นดีที่อาจทำให้ สุนัข ของคุณป่วยเป็นโรคได้ และแม้ว่าขนสั้น อาบน้ำง่าย แห้งเร็ว แต่ก็ไม่ควรอาบบ่อยๆ เพราะจะทำให้ผิวหนังแห้ง เนื่องจากขาดน้ำมันที่จำเป็นไป


โรคและวิธีการป้องกัน

สุนัข ไทยหลังอาน มักมีปัญหาเป็นโรคพยาธิในเม็ดเลือด ซึ่งมีสาเหตุมาจากเห็บหมัด เนื่องจากสภาพภูมิอากาศในประเทศไทยเป็นแบบร้อนชื้น เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของเห็บหมัด ทำให้เกิดสภาวะโลหิตจาง ซึ่งสุนัขที่ป่วยด้วยโรคนี้มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการถ่ายเลือดตามที่สัตวแพทย์ระบุ

สำหรับวิธีป้องกัน คือ ดูแล สุนัข อย่าให้มีเห็บ เพราะเห็บเพียงตัวเดียวที่มีพยาธิเม็ดเลือดสามารถนำมาติดสุนัขได้ทั้งบ้าน ทั้งนี้ โรคพยาธิในเม็ดเลือด สามารถฉีดวัคซีนป้องกันได้ที่คลินิค แต่หากที่บ้านมีสุนัขหลายตัว อาจติดต่อให้เจ้าหน้าที่มาฉีดให้ที่บ้าน แต่แนะนำให้ดูอัตราส่วนของยาให้สัมพันธ์กับน้ำหนักตัวของสุนัขด้วย เพราะยาค่อนข้างอันตราย

จาก : http://pet.kapook.com/view158.html

พุดเดิ้ล สุนัข แสนฉลาด ตอนที่ 2 (จบ)


อาหารและการดูแล สุนัข พุดเดิ้ล

อาหารการกินของ สุนัข พุดเดิ้ล ควรให้เป็นอาหารสำเร็จรูปจะดีที่สุด อาหารสำเร็จรูปนั้นมีอยู่หลายสูตรด้วยกัน ได้แก่ อาหารสูตรลูกสุนัข อาหารสูตรสุนัขโต และอาหารสูตรสุนัขแก่ การให้อาหารก็ควรให้ตรงตามอายุและสูตร เนื่องจากสุนัขในแต่ละวัยนั้นมีความต้องการอาหารที่แตกต่างกัน อย่างเช่น ลูกสุนัข จำเป็นต้องได้รับสารอาหารจำพวกโปรตีนสูงกว่าสุนัขโต ในขณะที่ร่างกายของสุนัขโตจะต้องการอาหารประเภทพลังงานมากกว่าโปรตีน อย่างนี้เป็นต้น และปริมาณการให้อาหารก็ไม่ควรมากจนเกินไป เพราะ พุดเดิ้ล จัดเป็นสุนัขพันธุ์เล็กที่กินไม่มาก

นอกจากเรื่องของโภชนาการแล้ว การให้ อาหารสุนัข ยังควรคำนึงถึงความสะอาดเป็นสำคัญ เจ้าของต้องคอยหมั่นดูแลภาชนะใส่อาหารและสถานที่กินให้สะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคต่างๆ ที่พร้อมจะทำร้ายสุนัขของเรา ส่วนในด้านการดูแลความสะอาดของ พุดเดิ้ล จะต้องใส่ใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องหู เพราะ พุดเดิ้ล มีใบหูที่ใหญ่ หนา ห้อยปรกลงมา จึงต้องหมั่นสำรวจดูใบหูบ่อยๆ แล้วใช้สำลีเช็ดทำความสะอาดให้หมดจด ซึ่งจะดีมากหากจะหยอดน้ำยาเช็ดหูเข้าไปก่อนประมาณ 5 นาทีเพื่อทำให้สิ่งสกปรกอ่อนตัว และง่ายในการเช็ดออกมา แต่ระวังอย่าแหย่สำลีลึกจนเกินไป เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อหูชั้นในได้

นอกจากนี้ ตาก็เป็นอวัยวะสำคัญที่พบปัญหา พูเดิ้ล ส่วนใหญ่จะมีร่องน้ำตาที่เห็นได้ค่อนข้างชัด ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้คราบน้ำตาหรือสิ่งสกปรกไปหมักหมมได้ง่าย เจ้าของจึงควรคอยเช็ดทำความสะอาดให้ทุกวัน เพราะหากทิ้งไว้นานๆ คราบนั้นจะฝังแน่นอย่างถาวร เช็ดไม่ออก นอกจากนั้น ยังควรหมั่นตรวจดูดวงตาของ สุนัข พูเดิ้ล ด้วยว่ามีฝ้าขาวๆ หรือรอยขีดข่วน รอยแผลบ้างหรือไม่


โรคและวิธีการป้องกัน

โรคที่มักพบใน พุดเดิ้ล จะคล้ายๆ กับชิสุ คือเรื่องตา เนื่องจากเป็นน้องหมาตาโตแบ๊ว เหมือนๆ กันจึงทำให้มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดการระคายเคืองและเป็นโรคตาได้ง่าย แต่สำหรับ พูเดิ้ล แล้วสายพันธุ์ของเขามีที่มีปัจจัยโน้มนำที่ทำให้เกิดโรคต้อกระจกได้มากกว่าสุนัขพันธุ์อื่นๆ เจ้าของสามารถสังเกตอาการป่วยของพูเดิ้ลเมื่อป่วยด้วยโรคตา สังเกตได้จากเริ่มตาแดง ตาฝ้า บางครั้งจะมีน้ำตาเอ่อ มีขี้ตามากผิดปกติ ชอบเกาตาหรือไถตากับพื้นหรือฝาผนัง ที่เห็นได้อย่างเด่นชัดสุด คือ การเดินชนของ เดินขึ้นบันไดลงบันไดไม่ค่อยถนัด หาชามข้าวไม่พบ เป็นต้น ซึ่งหากพบมีอาการเหล่านี้ควรนำมาพบสัตวแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคและได้รับการรักษาอย่างตรงจุด

นอกจากโรคเกี่ยวกับตาแล้ว พุดเดิ้ล ยังมักจะมีปัญหาเรื่องโรคหัวใจเป็นโรคประจำกายอีกหนึ่งโรค โรคหัวใจ มีสาเหตุมาจากความผิดปกติในโครงสร้างและหน้าที่ของหัวใจ หรือความผิดปกติของหัวใจตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งอาการของ สุนัข ที่มีปัญหา โรคหัวใจ จะมีอาการซึมเศร้า น้ำหนักลด เบื่ออาหาร หรือกินอาหารได้น้อยลง ท้องกาง ไอแห้งๆ และมักไอเวลากลางคืน มีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนแรง หายใจลำบาก เหงือกซีด เป็นลมหมดสติ

ทั้งนี้ สุนัข พุดเดิ้ล ที่เป็นโรคหัวใจ สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ แต่จะต้องดูแลเรื่องการให้ยาอย่างใกล้ชิด ควรงดการออกกำลังกายหรือกิจกรรมใดๆ ที่ทำให้สัตว์เหนื่อย เนื่องจากหัวใจต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้น และสิ่งสำคัญคือ ระวังในเรื่องการให้อาหารและน้ำที่มีส่วนผสมของเกลือ ต้องมีปริมาณเกลือต่ำ

นอกจากโรคที่กล่าวมานี้ ยังมีโรคอื่นๆ ที่สามารถคุกคาม พุดเดิ้ล ตัวโปรดของคุณได้ การได้รับวัคซีนต่อเนื่องอย่างที่ควรจะเป็นถือเป็นเรื่องสำคัญของ สุนัข ทุกพันธุ์ รวมทั้งอาหาร การเลี้ยงดู ความเอาใจใส่ รวมถึงสุขภาพจิต เหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้ พูเดิ้ล ของคุณเป็นสุนัขที่ดีพร้อมทั้งร่างกายและอารมณ์

จาก : http://pet.kapook.com/view150.html

พุดเดิ้ล สุนัข แสนฉลาด ตอนที่ 1


สุนัข พุดเดิ้ล ได้ชื่อว่าเป็น สุนัข ที่มีความนิยมอันดับหนึ่งของโลก และขึ้นชื่อว่าฉลาด ฝึกง่าย สอนง่าย ขี้อ้อน และประจบเก่งเป็นที่สุด แถมยังอดทนไม่ขี้แย เลี้ยงง่าย แม้จะปากเปราะไปบ้างแต่ก็ไม่ได้เป็นหมาที่เห่าไม่รู้เรื่อง ยิ่งในบ้านเรา พุดเดิ้ล สายพันธุ์นิยมเลี้ยงกันคือ พุดเดิ้ลทอย มันกลายเป็นหวานใจตัวจ้อยของหลายๆ ครอบครัว เพราะขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ แถมยังมีลักษณะเป็นเหมือนเหมือนตุ๊กตาที่มีชีวิต สดใสมีชีวิตชีวา มีนิสัยรักสวยรักงาม ชอบเสริมสวย ชอบเที่ยว และเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้เร็ว

พุดเดิ้ล (Poodle) มีถิ่นกำเนิดในประเทศฝรั่งเศสและเยอรมนีตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14 แต่ไม่สามารถสรุปแน่ชัดว่าต้นกำเนิดจริงๆ เป็นประเทศเยอรมนีหรือประเทศฝรั่งเศส อย่างไรก็ตามทั้ง 2 ประเทศต่างนิยมเลี้ยง พุดเดิ้ล ไว้เพื่อใช้งาน "เก็บของในน้ำ" เหมือนกัน ซึ่งนั่นก็คือ "นกเป็ดน้ำ" ที่ชาวไร่ชาวนายิงได้

ในประเทศเยอรมนี พุดเดิ้ล ถูกเรียกว่า "Pudel" หรือ "Pudelin" ซึ่งแปลว่า "กระโดดน้ำ" (สันนิษฐานกันว่าชื่อ Poodle ในภาษาอังกฤษที่เราเรียกกันนั้นก็น่าจะมีรากศัพท์มาจากคำว่า Pudel หรือ Pudelin ส่วนในประเทศฝรั่งเศส พุดเดิ้ลเป็นที่นิยมอย่างสูงมากจนได้การยกย่องให้เป็นสุนัขประจำชาติ ที่นี่...พวกมันมีฉายาว่า "Caniche" ซึ่งมีรากศัพท์มาจาก "chien canard" แปลว่า "สุนัขล่าเป็ด"

และเนื่องจากถูกเลี้ยงไว้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการใช้งาน การตัดขนของ พุดเดิ้ล ในสมัยแรกๆ จึงถูกออกแบบให้เหมาะสมกับการว่ายน้ำเป็นหลัก ไม่เน้นไปที่ความสวยงาม แต่อย่างที่รู้ๆ กันว่าฝรั่งเศสนั้นเป็นศูนย์กลางแห่งแฟชั่นและศิลปะนานาชนิด ในเวลาต่อมาการตัดแต่งทรงขนของ พุดเดิ้ล จึงได้เกิดการพัฒนาเป็นทรงต่างๆ ที่หลากหลาย ซึ่งยิ่งเป็นการเพิ่มเสน่ห์ให้ สุนัข พุดเดิ้ล น่าหลงใหลมากขึ้นเป็นทวีคูณ


ลักษณะสายพันธุ์ สุนัข พุดเดิ้ล

พุดเดิ้ล ถูกจัดอยู่กลุ่ม สุนัข ที่ไม่ใช้ในเกมกีฬา (Non sporting Group) เป็นสุนัขประเภทสวยงาม ปากเรียวยาว ดวงตากลมโต หูห้อยลงมาปิดแก้ม ขนดกและหยิกชนิดติดหนัง ขนสั้นและเงางาม ขนค่อนข้างละเอียด เรียบ หยาบเล็กน้อยและไม่มีขนปุกปุย สีขนมีตั้งแต่สีน้ำตาลอ่อนจนถึงน้ำตาลแก่ มีขนสีขาวแต้มบริเวณหน้าอกเรียกว่า สตาร์ ข้อเท้า และปลายหาง อาจจะมีจุดสีขาวเล็กน้อยบริเวณใบหน้า จมูกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อมันตกใจ

สุนัข พุดเดิ้ล แบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

1. พุดเดิ้ลทอย (Toy Poodle) เป็นพุดเดิ้ลขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 12 นิ้ว หนักประมาณ 6 กิโลกรัม

2. พุดเดิ้ล มินิเจอร์ (Miniture Poodle) เป็นพุดเดิ้ลขนาดกลาง สูงประมาณ 11-15 นิ้ว หนักประมาณ 11 กิโลกรัม

3. พุดเดิ้ล สแตนดาร์ด (Standard Poodle) เป็นพุดเดิ้ลขนาดใหญ่ สูงประมาณ 18-22 นิ้ว หนักประมาณ 20 กิโลกรัม

แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาสายพันธุ์ของ พุดเดิ้ล ให้เล็กลงไปอีก จนได้ขนาด พุดเดิ้ล น้องใหม่ที่มีชื่อว่า พุดเดิ้ลทีคัพ (Tea-Cup Poodle) เป็นขนาดเล็กที่สุดในตระกูล พุดเดิ้ล จะมีส่วนสูงไม่เกิน 8 นิ้ว และน้ำหนักจะอยู่ที่ประมาณ 2.5-3.5 กิโลกรัมเมื่อโตเต็มที่ พุดเดิ้ลทีคัพ นี้แม้ยังไม่ได้รับการรับรองจากสถาบันสุนัขใดๆ แต่สำหรับกลุ่มผู้เลี้ยง พุดเดิ้ล แล้วกลับตรงกันข้าม เพราะ พุดเดิ้ลทีคัพ กลายเป็นที่นิยมไปทั่วและเป็นที่ต้องการอย่างสูง แม้ว่าจะมีราคาค่าตัวที่แพงลิบลิ่ว

อย่างไรก็ตาม พุดเดิ้ล ทั้งหลายที่กล่าวมาจะมีมาตรฐานสายพันธุ์ที่เหมือนกันหมด ทั้งสภาพขน สี นิสัยใจคอ และอื่นๆ จะต่างกันตรงที่ "น้ำหนัก" และ "ความสูง" เท่านั้น

ถ้าพูดถึงเรื่องนิสัยใจคอของเจ้า พุดเดิ้ล ทุกขนาด จะเป็น สุนัข ที่น่าหยิกน่าหมั่นไส้ แสนประจบ ซน และขี้เล่น พุดเดิ้ล พันธุ์เล็กกับ พุดเดิ้ลทอย จะไม่ค่อยไว้ใจคนแปลกหน้า และมีความอดทนกับเด็กน้อยกว่าพันธุ์มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม พุดเดิ้ล เป็นสุนัขที่ฝึกง่าย สั่งให้ทำอะไรก็ทำ ซึ่งคุณก็ควรฝึกสอนตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วคุณจะเห็นว่ามันมีความสามารถในการทำตามคำสั่งที่ยอดเยี่ยมทีเดียว ข้อเสียของมันก็คือมันมีนิสัยชอบเห่า แต่คงเพราะตัวเล็กไปหน่อยจึงได้แต่เห่าอย่างเดียว ทำอะไรใครไม่ได้

จาก : http://pet.kapook.com/view150.html

ปั๊ก..สุนัขพันธุ์อ้วน น่ารักแต่นอนกรน


มีหมาเป็นเพื่อน ดีกว่ามีเพื่อนเป็นหมา....เรามักจะเห็นคำขวัญแบบนี้บ่อยครั้งตามท้ายรถบรรทุก หรือรถสองแถวที่ เหน็บแนมในคำว่าเพื่อน

วันนี้จึงอยากจะชักชวนและแนะนำสัตว์ตัวโปรดกำลังพอเหมาะ กลมอ้วน หน้ายู่ หางม้วนขอด ให้กับผู้ที่อยากมี สุนัข เป็นเพื่อน

และหมาตัวนี้คือ สุนัข พันธุ์ปั๊ก (PUG) ซึ่งมีถิ่นกำเนิดของพันธุ์จากจีนแผ่นดินใหญ่ ต่อมาชาวอังกฤษไปเห็นเข้าเริ่มสนใจ จึงได้นำเข้า สุนัข ปั๊ก ไปยังประเทศของเขา จาก สุนัข พันธุ์นี้ก็แพร่หลายไปสู่ตามประเทศต่างๆ แทบทั่วโลก...

สุนัข ปั๊ก มีทั้งสีดำ น้ำตาลอ่อน น้ำตาลเข้ม ลักษณะเด่นที่ชอบเลี้ยงกัน คือหัวใหญ่ บริเวณหน้าหนังมีรอยย่นมาก (ผู้เลี้ยงจึงควรใช้ผ้าชุบน้ำทำความสะอาดบริเวณส่วนนี้ให้บ่อยครั้ง) ใบหูค่อนข้างบางพับไปทางด้านหน้าหรือหลังได้ ตาสีเข้มกลมโปนอย่างเห็นได้ชัด

ลักษณะโดยทั่วไปของ สุนัข ปั๊ก คือ จมูกสั้น ปากสั้นมีรูปทรงสี่เหลี่ยมไม่เห็นฟันโผล่ยื่น อกกว้างได้สัดส่วนกับรูปร่างลำตัวที่เป็นทรงสี่เหลี่ยม ขาตั้งตรง หางม้วนขอดเหนือสะโพก ยิ่งม้วนสองรอบจะถือว่าเป็นสายพันธุ์ที่ดี.....สุนัข ปั๊ก โตเต็มที่ประมาณ 6-8 กก. สูง 25-28 ซม.

สุนัข ปั๊ก แม้จะอ้วนแต่ไม่มีกลิ่นอับเหมือนกับ สุนัข เล็กสายพันธุ์อื่น อาจเป็นเพราะว่าขนสั้นและไม่ค่อยมีการผลัดขนจึงเป็น สุนัข ที่ค่อนข้างสะอาด ต้องการเพื่อนเล่นไม่ชอบให้ปล่อยทิ้งไว้ตามลำพัง... .เมื่อเวลาที่ผู้เป็นนายไม่สนใจ ปั๊ก ก็จะมีวิธีเรียกร้องด้วยการทำเสียงแปลกๆ อย่างเช่นคราง "หงิงๆ"

ปั๊ก เป็น สุนัข ฉลาด มีความกล้าหาญ แต่ ปั๊ก ก็ค่อนข้างขี้เกียจและออกจะดื้อนิดๆ หากฝึกให้ทำอะไรแล้วจะติดและชอบทำต่อเนื่อง จากการถามไถ่กลุ่มคนรัก ปั๊ก จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามันเห็นแก่กินเป็นที่สุด กินได้ทั้งวัน หากจะให้ทำอะไรต้องมีขนมล่อหลอก..

จากรูปลักษณะของร่างกาย จุดที่เป็นอันตรายง่ายที่สุดของ สุนัข ปั๊ก ก็คือตา ในบางครั้งมันมักจะถูตาหรือกะพริบถี่ๆ อีกทั้งมีน้ำตาไหลมากเกิน ต้องรีบพาไปหาสัตวแพทย์ทันที นอกจากนี้ จะต้องคอยตรวจสอบเพดานปากให้บ่อยครั้ง สุนุัข พันธุ์นี้จะมีปัญหาเกี่ยวกับด้านนี้ เนื่องมาจาก สุนัข ปั๊ก มีจมูกสั้น

อ้อ!...ลืมบอกต่อไปด้วยว่าที่ สุนัข ปั๊ก ตัวอ้วนและมีปัญหาในเรื่องเพดานปาก สุนัข ปั๊ก จึงนอนกรนเหมือนกับคนอ้วนทั่วๆ ไป และหายใจเสียงดัง แถมจามบ่อยครั้งเหมือนช่วงที่เราเริ่มเป็นหวัดเชียวล่ะ

ดังนั้น หากใครที่มีความสนใจแบบ "สั้นๆ" ขอแนะว่าไม่ควรเลี้ยงโดยเด็ดขาด เนื่องจาก สุนัข ปั๊ก จะต้องคอยเอาใจใส่ดูแลโดยตลอด ...หากเจ้านายไม่สนใจ ปั๊ก จะมีอาการหงอยเหงา จนถึงขั้น "เฉาตาย" ไปในที่สุด

จาก : http://pet.kapook.com/view871.html

ชิวาวา สุนัข พันธุ์จิ๋ว


"เล็กใหญ่ไม่เกี่ยว มันอยู่ที่ใจ"…คำพูดนี้อย่าตีความหมายเป็นอย่างอื่น มันเป็นการยืนยันความรักของ "ชิวาวา" สุนัข ที่หลายคนรู้จักมักคุ้นว่า "หมากระเป๋า" ที่มีให้กับนายของมัน

คุณวรุทัย แก้วกำแพง เจ้าของคอก สุนัข ชิวาวา ทีคัพสวีทโฮม อยู่หมู่บ้านเศรษฐสิริ สนามบินน้ำ นนทบุรี บอกว่า กำเนิด สุนัข ชิวาวา เชื่อกันว่าอยู่ในเม็กซิโก

หลายๆ คนลงความเห็นว่า สุนัข ชิวาวา มีนิสัยที่ค่อนข้างติดเจ้าของและไม่ทำลายข้าว ขี้ประจบมาก อ้อน บางครั้งก็เป็น สุนัข ที่หยิ่งในตัว ถ้าไม่ใช่เจ้าของจะไม่ให้จับต้อง ปากเปราะเห่าเสียงดังเหมือน สุนัข พันธุ์เล็กตัวอื่นๆ ทำให้ สุนัข ชิวาวา เหมาะที่จะเลี้ยงไว้สำหรับเป็นเพื่อนมากกว่าหมาเฝ้าบ้าน

สุนัข ชิวาวา เพศผู้อายุ 1 ปี จะเริ่มเป็นสัดซึ่งเร็วกว่าเพศเมีย เริ่มเหล่หนุ่มตอนช่วงอายุ 18 เดือน หลังจากผสมพันธุ์แล้วตกลูกเต็มที่ 1-3 ตัว น้ำหนักตั้งท้องจะมีขนาด 2 กิโลกว่า ลูกสุนัข มีน้ำหนัก 1 ขีด ไม่เกิน 2 ขีด มีขนาดเล็กมาก แรกเพิ่งคลอดต้องคอยดูแลให้ สุนัข กินนมแม่ ซึ่งช่วงนี้ควรระวังเรื่องโรคต่างๆ

พออายุราวเดือนครึ่ง ควรเริ่มฝึกให้ สุนัข ชิวาวา กินอาหารเม็ดด้วยการแช่น้ำให้นิ่ม หรือผสมนมแพะเล็กน้อย หรือให้ อาหารเหลวสำหรับ ลูกสุนัข เป็นการฝึกให้สุนัขเลียหรือกินอาหารได้เอง

สีสันกลายเป็นข้อแบ่งเกรดและราคาของ สุนัข ชิวาวา สีตามมาตรฐานสายพันธุ์ก็คือน้ำตาล แต่บรีด (ผสม) กันไปบรีดกันมา จนเกิดสีหลากหลาย เช่น สีซอค สีดำ สีน้ำตาล สีทั่วไปอย่างที่เห็น เป็นสีขาว ดำ สีแฟนซี

ส่วนรูปร่างลักษณะที่เป็น สุนัข ชิวาวา ที่ดีสมบูรณ์แบบ หัวหรือกะโหลกศีรษะต้องกลม หน้าจะต้องสั้น ส่วนเรื่องลำตัวจะยาวหรือไม่แค่ไหนนั้นแล้วแต่ตัว สุนัข ขาต้องไม่ยาว ควรอยู่ในสัดส่วนที่พอดี ดูแล้วเป็นทรงสี่เหลี่ยม เมื่อมองจากลำตัวที่ตัดจากลำคอไปถึงหาง การเดินต้องเดินเตะเหมือนม้า วิ่งเหยาะๆ คล่องแคล่ว มีนิสัยที่ปราดเปรียว กระโดดโลดเต้น ชื่นชอบการออกกำลังกาย

เมื่อ สุนัข ชิวาวา โตเต็มวัยน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 1.8-2.7 กก. ซึ่งที่ฟาร์มจะบรีดได้เล็กสุดอยู่ที่น้ำหนัก 1.5 กก. แม้ว่ามันจะได้ชื่อว่าเป็น สุนัขที่ตัวเล็กที่สุดในโลกแล้วก็ตาม ปัจจุบันก็ยังมีคนผสมดูแลให้ ชิวาวา เล็กจิ๋วลงไปอีก และ ทำได้อย่างไม่น่าเชื่อ!!..

แม้ว่าหมากระเป๋าจะตัวเล็ก แต่อายุโดยเฉลี่ยของ สุนัข ชิวาวา อยู่ที่ 15 ปี ซึ่งเท่ากับ สุนัข สายพันธุ์อื่นๆ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลที่ต้องระวังเป็นพิเศษ…ทั้งสุขอนามัยและอย่าให้โรคภัยเบียดเบียน

...ถึงตอนนี้ก็คงอยากจะได้ สุนัข ชิวาวา มาเป็นเพื่อนแล้วซิ สำหรับหลายๆ คนที่คิดจะเปิดบ้านรับ สุนัข พันธุ์จิ๋วเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ แต่ยังไม่แน่ใจเรื่องการดูแล

จาก : http://pet.kapook.com/view1121.html

เซนต์เบอร์นาร์ด สุนัขนักบุญแห่งสวิส



เซนต์เบอร์นาร์ด (St. Bernard) สุนัข แสนรู้ที่เป็นที่รู้จักและโด่งดังมากจากภาพยนตร์เรื่อง Beethoven เป็นสุนัขขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา แต่ในความใหญ่โตกลับมิได้ดูดุร้ายหากแต่ยังน่ารัก ใจดี แถมหน้ายังดูเศร้าๆ อีกต่างหาก จากตำนานที่เล่าต่อๆ กันมาทำให้เราทราบว่า สุนัข พันธุ์นี้เป็นสุนัขนักบุญ (SAINT) ที่อยู่กับบาทหลวง และมีหน้าที่ในการกู้ภัยผู้คนมากมายจากพายุหิมะ

ในสมัยโบราณ สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด มีประโยชน์อย่างมากโดยการเป็นผู้ช่วยเหลือ นำทางคนบนพื้นที่ที่มีหิมะปกคลุมหนาแน่นโดยมันจะนำทางไปสู่จุดหมายที่คนต้องการได้และให้มันช่วยขนของดังกล่าวมาแล้วในขณะเดียวกัน Saint Bernard ก็มีบทบาทในการเป็นสุนัขอารักขาเฝ้าฝูงปศุสัตว์ ตลอดจนเฝ้าบ้านให้แก่เจ้านายได้เหมือนสุนัขใหญ่พันธุ์อื่นๆ ทั่วไป

สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด สันนิษฐานว่าสืบเชื้อสายมาจากสุนัขขนาดใหญ่จากทวีปเอเชีย โดยชาวโรมันเป็นผู้นำไปแพร่พันธุ์ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์และเกิดการผสมกันเองจนได้สุนัขพันธุ์ ST.BERNARD ขึ้นมา ชาวสวิสฯ มักนิยมเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้ไว้คอยช่วยชีวิตผู้เคราะห์ร้ายระหว่างการเดินทางซึ่งส่วนมากนักเดินทางมักถูกหิมะถล่มและถูกฝังอยู่จุดใดใด เมื่อพบผู้เคราะห์ร้ายแล้วมันจะขุดและดึงผู้เคราะห์ร้ายขึ้นมา หลังจากนั้นมันจะนอนแนบผู้เคราะห์ร้ายเพื่อให้ความอบอุ่นและเลียจนผู้เคราะห์ร้ายได้สติ ส่วน สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด อีกตัวหนึ่งจะวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อตามคนมาช่วย

สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด ที่มีชื่อเสียงและเป็นตัวอย่างสุนัขที่คนกล่าวถึงมานานคือ BARRY มันสามารถช่วยคนได้ถึง 40 คน BARRY เสียชีวิตในปี 1814 และประวัติของ BARRY ได้รับการจารึกไว้ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติกรุงเบอร์น ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์



ลักษณะทั่วไปของ สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด

สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด จัดอยู่ในกลุ่ม WORKING สุนัข ที่มีโครงสร้างใหญ่ ใจดี และมีนัยน์ตาเศร้า ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสุนัขพันธุ์นี้ รูปร่างสูงเด่นได้สัดส่วน ดูแข็งแรงบึกบึน เต็มไปด้วยพละกำลัง มีกล้ามเนื้อสมส่วนแข็งแรง หัวกะโหลกใหญ่ หน้าผากกว้าง หูตก บริเวณคอใหญ่จนดูเหมือนว่ามีคอสั้น หน้าอกมีขนาดกว้างใหญ่ ช่วงขาแข็งแรง กระดูกขาใหญ่สมดุลกับตัว อุ้งเท้ามีขนาดใหญ่ มี 2 ชนิด คือ ชนิดขนสั้นและชนิดขนยาว

เซนต์เบอร์นาร์ด สามารถมีชีวิตนานถึง 9 ปี มีน้ำหนัก ประมาณ 73-110 กิโลกรัม สูง 70-90 เซนติเมตร ขนยาวหนา มีสีน้ำตาลแดง ขาว และดำ ปนกัน นร่างเป็นเอกลักษณ์ มีนิสัยเป็นมิตร ภักดี ฉลาด รักสนุก ช่างประจบประแจง น่ารัก (โดยเฉพาะกับเด็กๆ) และชอบคนมากๆ บุคลิกมีตั้งแต่เงียบขรึมจนถึงทะลึ่งตึงตังอยู่ไม่เป็นสุข ชอบการฝึกฝนและการพาเข้าสังคม ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่นิยมเลี้ยงกันทั่วโลก


อาหารและการเลี้ยงดู สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด

สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด จะเติบโตอย่างรวดเร็วในขวบปีแรก จนดูงุ่มง่ามในบางครั้งคุณควรต้องคอยดูแลน้ำหนัก ของลูกสุนัขไม่ให้เพิ่มเร็วมากเกินไป เพราะจะเป็นการเพิ่มแรงกดและเป็นภาระต่อกระดูกและข้อต่อที่กำลังเจริญเติบโตอยู่ โดยให้ลูกสุนัขออกกำลังกายด้วยการเล่นขณะอยู่บ้าน แต่ต้องมีรั้วบ้านที่แข็งแรง และสูงอย่างน้อย 2 เมตร

และด้วยขนาดที่ใหญ่โตมโหฬารของ สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด เขาจึงเป็นสุนัขที่กินอาหารมาก เรียกว่า ถ้าคิดจะเลี้ยงล่ะก็ ต้องเลี้ยงให้สุด ทั้งเรื่องอาหาร ความเป็นอยู่ กินก็ต้องดีไม่อย่างนั้น จะมีปัญหาเรื่องไขข้อ เรื่องสุขภาพ นอนก็ต้องนอนห้องแอร์เพราะขนเยอะ รายละเอียดยุบยิบแบบนี้ ใครที่คิดจะเลี้ยงเจ้าสุนัขพันธุ์นี้นอกจากจะมีความพิศวาทเป็นทุนเดิมแล้ว ต้องดูด้วยว่าเราสามารถรับภาระอันใหญ่หลวงและสามารถเลี้ยงเขาให้ดีได้หรือไม่ จะได้ไม่เป็นปัญหาตามมาภายหลัง


โรคและการป้องกัน

สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด มักมีปัญหาในเรื่องสุขภาพ เนื่องจากมีอัตราการเติบโตเร็วมาก ทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก หากไม่ได้กินอาหารที่ถูกต้อง การเลี้ยงแบบไม่ถูกสุขลักษณะ สารอาหารไม่เหมาะสม และการไม่ได้ออกกำลังกาย สาเหตุเหล่านี้ล้วนทำให้อายุมันสั้นและเจ็บกระเสาะกระแสะ กินเงินเจ้าของ โดยมีโรคประจำพันธุ์ เซนต์เบอร์นาร์ด คือ โรคข้อ โรคผิดปกติของตา โรคลมบ้าหมู โรคหัวใจ ฯลฯ

โรคข้อสะโพกเสื่อม โรคนี้จะเป็นปัญหาที่พบกันค่อนข้างมาก อาการแรกเริ่ม สุนัข จะมีอาการเจ็บปวดขาหลังเวลาเดิน จึงไม่ชอบขยับเขยื้อน อาการจะมากขึ้นจนสุนัขไม่ยอมลุกขึ้นมาเดินอีกเลย ลักษณะจะแตกต่างกับอาการเจ็บขาธรรมดา คือ ถ้าสุนัขเจ็บขาธรรมดาจะเจ็บข้าง เดียวแต่ถ้าเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมจะเจ็บทั้ง 2 ข้าง สาเหตุอาจเกิดจากได้จากสายพันธุ์ และพันธุกรรม ซึ่งในส่วนของพันธุกรรม ก็คือความเสี่ยงต่อโรคที่สุนัขมีอยู่เป็นทุนเดิม ประกอบกับความไม่รู้ของผู้เลี้ยง อาหารที่ให้สุนัขกินจึงไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอย่างไม่รู้ตัว ดังนั้น ผู้เลี้ยงจึงต้องดูแลเรื่องอาหาร ปรับความสมดุลทางโภชนาการ ให้กินอาหารที่หลากหลาย สุนัขที่โตเต็มที่แล้วควรให้อาหารแค่วันละมื้อ

โรคลมบ้าหมู จะทำให้สุนัขชักบ่อยๆ และควบคุมการทรงตัวไม่ได้ การแก้ไขเบื้องต้น ควรหาสถานที่ให้สุนัขอยู่อย่างสงบในห้องที่มืดๆ จนกว่าอาการชักจะทุเลาลง ในระหว่างที่สุนัขชักอย่าได้เข้าไปจับตัวเด็ดขาด เพราะมันอาจหันมากัดได้ ทั้งนี้ ยารักษาโรคลมบ้าหมูอาจช่วยลดอาการชักให้น้อยลงได้ แต่ควรปรึกษาการใช้ยาจากสัตวแพทย์ สำหรับสาเหตุของโรคชักเกิดจากพยาธิในลำไส้เป็นตัวการสำคัญ

โรคหัวใจ มีสาเหตุมาจากความผิดปกติในโครงสร้างและหน้าที่ของหัวใจ หรือความผิดปกติของหัวใจตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งอาการของสุนัขที่มีปัญหาโรคหัวใจจะมีอาการซึมเศร้า น้ำหนักลด เบื่ออาหาร หรือกินอาหารได้น้อยลง ท้องกาง ไอแห้งๆ และมักไอเวลากลางคืน มีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนแรง หายใจลำบาก เหงือกซีด เป็นลมหมดสติ ทั้งนี้ สุนัขที่เป็นโรคหัวใจ สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ แต่จะต้องดูแลเรื่องการให้ยาอย่างใกล้ชิด ควรงดการออกกำลังกายหรือกิจกรรมใดๆ ที่ทำให้สัตว์เหนื่อย เนื่องจากหัวใจต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้น และสิ่งสำคัญคือ ระวังในเรื่องการให้อาหารและน้ำที่มีส่วนผสมของเกลือ ต้องมีปริมาณเกลือต่ำ

อย่างไรก็ตาม โรคหัวใจบางชนิดสามารถป้องกันได้อย่างเหมาะสม เช่น ฉีดวัคซีนโรคพยาธิหนอนหัวใจอย่างสม่ำเสมอ และไม่ขยายพันธุ์สุนัขที่เป็นโรคหัวใจ เนื่องจากโรคหัวใจบางชนิดอาจถ่ายทอดทางกรรม พันธุ์ได้ และหากสุนัขแม่พันธุ์เป็นโรคหัวใจ จะมีความเสี่ยงในระหว่างการคลอดลูกด้วย นอกจากนี้การดูแลรักษาช่องปากในสุนัขก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากสุนัขมีหินปูนมาก หรือมีการอักเสบในช่องปากอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคติดเชื้อในหัวใจได้

โรคต้อกระจก มักเกิดกับ สุนัข ที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป โดยจะมองเห็นแก้วตามีลักษณะขุ่นขาว ซึ่งสุนัขยังพอมองเห็นได้ แต่ถ้าแก้วตาขุ่นเพิ่มมากขึ้นก็จะทำให้มองไม่เห็น เนื่องจากแสงไม่สามารถผ่านเข้าไปยังจอรับภาพได้ ทั้งนี้สาเหตุเป็นเพราะโรคเบาหวาน หรือได้รับบาดเจ็บ มีแผลที่ตา อย่างไรก็ตาม โรคต้อกระจกอาจจะพบได้ในสัตว์อายุน้อยตั้งแต่เกิดจนถึง 3 ปี เนื่องจากเป็นมาตั้งแต่เกิด สำหรับการรักษา ควรรีบพาสุนัขของคุณไปพบสัตวแพทย์

จาก : http://pet.kapook.com/view153.html

กำหนดกฎเหล็ก เพื่อพฤติกรรมที่ดีของสุนัข


กำหนดกฎเหล็ก เพื่อสุนัขมีพฤติกรรมดี (Dogazine)
เรื่องโดย Freedom Dog


กฎระเบียบที่คุณกำหนดขึ้นสำหรับสุนัขที่อยู่ในบ้านของคุณ ล้วนขึ้นอยู่กับคุณทั้งหมด แต่ทว่ามีกฎทั่ว ๆ ไป บางกฎที่อยากแนะนำให้คุณทำตามอย่างมาก เพื่อจะรักษาตำแหน่งเจ้านายของคุณให้คงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

ถ้าสุนัขนอนหลับร่วมเตียงกับคุณ คุณต้องสร้างเงื่อนไขว่า หากสุนัขตื่นก่อนคุณแล้วจะลุกไปกินน้ำหรือไปยืดแข้งยืดขา เขาต้องลุกออกไปจากเตียงอย่างเงียบ ๆ แล้วจำเป็นต้องคอยคุณตื่นอย่างสงบและรอคุณเป็นคนเริ่มแบบแผนประจำวันของเขา

เริ่มต้นในแต่ละวันด้วยการสัมผัสหรือพูดคุยเพียงเล็กน้อย เก็บความรักของคุณเอาไว้ให้หลังจากการเดิน การเดินคือช่วงเวลในการเชื่อมความสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างคุณกับสุนัขของคุณ ถ้าหากคุณพาเขาไปเดิน ก็ควรเดินให้ได้ประมาณ 1 ชั่วโมงทุกเช้า แต่ถ้าคุณไม่มีเวลาเต็มชั่วโมงสำหรับพาสุนัขไปเดินอย่างแน่นอนแล้ว อาจให้สุนัขแบกเป้สะพายหลังด้วย เพื่อทำให้สุนัขได้ออกกำลังมากขึ้น หรือาอจพาสุนัขขึ้นลู่วิ่งสักครึ่งชั่วโมง ขณะที่คุณกำลังเตรียมตัวเพื่อออกไปทำงาน

เวลาให้อาหารสุนัข ต้องสงบและเงียบ ๆ และอย่าให้อาหารแก่สุนัขเมื่อเขากระโดดขึ้นลงไปมา สุนัขจะได้อาหารก็ต่อเมื่อนั่งอย่างสงบ ยอมจำนวน เขาจะไม่ได้อาหารโดยเด็ดขาดถ้าเขาเห่า สุนัขของคุณจะต้องไม่ขอเศษอาหารที่เหลือ หรือมารบกวนเวลาทานอาหารของคุณ เมื่อเจ้านายกำลังทานอาหาร ต้องไม่มีใครมารบกวน คุณจะต้องตั้งระยะห่างที่ให้สุนัขคุณอยู่ห่างจากโต๊ะอาหารของคน และต้องยึดการกระทำนั้น อย่าเชื่อในดวงตาที่วิงวอนของสุนัข

การให้ความรัก ควรสอนสุนัขของคุณให้อยู่ในสภาพที่สงบยอมจำนวน แล้วจึงค่อยให้ความรัก จนกระทั่งถึงเวลาออกไปทำงาน จากการทำสิ่งต่าง ๆ นี้ คุณกำลังกำหนดเงื่อไขกับสุนัขของคุณ เพื่อให้ทั้งคุณและเขาได้มีช่วงเวลายามเช้าที่สวยงาม สมดุล และน่าพึงพอใจ

อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ สำหรับการออกจากบ้าน หรือการกลับบ้าน หากคุณจำต้องปล่อยสุนัขอยู่ตัวเดียวในบ้านทั้งวัน คุณสามารถฝึกเขาได้ง่าย ๆ โดยการให้คุณแกล้งเดินเข้าและออกจากบ้านหลาย ๆ รอบ ทำแบบนี้สักสองครั้ง ก่อนที่จะปล่อยให้เขาอยู่ตัวเดียวจริง ๆ และหากสุนัขยอมสงบแล้ว ก็ไม่ควรจะพูด สัมผัส หรือสบตาในขณะที่กำลังออกจากบ้าน อาจยาก แต่ก็เป็นวิธีที่จะช่วยให้สุนัขไม่ต้องกระวนกระวายเมื่อต้องอยู่ลำพัง

หากคุณพาสุนัขออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและไม่บ่มเพาะความกลัวหรือความกังวลแก่สุนันขแล้ว นาฬิกาชีวิตตามธรรมชาติของพวกเขาก็จะบอกว่า เวลาที่คุณไม่อยู่นี้คือ เวลาที่เขาควรจะพักและอยู่เงียบ ๆ

เมื่อคุณกลับเข้ามาบ้าน อย่าเพิ่งรีบให้ความรักแก่เขาทันที เพราะนั่นจะเป็นการกระตุ้นให้เขาเกิดความตื่นเต้นมากเกินไป แต่คุณควรไปเปลี่ยนเสื้อผ้า คว้าขนมขบเคี้ยวมาเป็นตัวช่วย แล้วพาสุนัขออกไปข้างนอกอีกรอบ การเดินรอบนี้อาจใช้เวลาสักครึ่งชั่วโมง

การตระเตรียมเรื่องการนอนให้สุนัข สุนัขควรมีที่นอนประจำ และไม่ควรให้สุนัขเลือกที่นอนเอง ในตอนแรกที่สุนัขมาอยู่กับคุณ ให้เขาอยู่ในกรงหรือคอกสุนัขทุก ๆ คืนตลอดอาทิตย์แรก สิ่งนี้จะทำให้เขาคุ้นเคยกับสิ่งรอบกายใหม่ ๆ ขณะที่อยู่ในขอบเขตจำกัด หลังจากอาทิตย์แรกให้ใช้เตียงหรือเบาะสุนัขมาแทนที่ ถึงตอนนี้ก็มีสถานที่สำหรับพักผ่อนของเขาแล้ว

อย่ายอมให้สุนัขยึดครองเตียง ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่ชอบพาสุนัขไปนอนบนเตียงคุณด้วย ก็ไม่เป็นปัญหา และยังเป็นวิธีที่ได้ผลดีในการสร้างสัมพันธ์กับสัตว์เลี้ยงของคุณ แต่กฎระเบียบต้องชัดเจน คือคุณต้องเป็นฝ่ายเชิญให้สุนัขเข้ามาในห้องนอน ให้คุณขึ้นไปบนเตียงก่อนสัก 2-3 นาที แล้วจึงค่อยส่งสัญญาณให้สุนัขตามขึ้นมา และเลือกส่วนของเตียงที่จะให้สุนัขนอน

ทุก ๆ คนในบ้านต้องเป็นเจ้านาย ตั้งแต่เด็กวัยเตาะแตะจนถึงคุณตา-คุณยายสูงวัย สุนัขจำเป็นต้องเคารพทุกคนในบ้านในฐานะที่มีตำแหน่งอยู่เหนือกว่าสุนัข สิ่งนี้หมายความว่าทุก ๆ คนในบ้านต้องใช้กฎระเบียบ ขอบเขต และข้อจำกัดแบบเดียวกัน

อย่าหลีกเลี่ยงการอาบน้ำให้สุนัข เพียงเพราะว่าสุนัขเกลียดการอาบน้ำ แม้ว่าสุนัขของคุณจะไม่สนใจเลยว่าเขาจะสะอาดแค่ไหน แต่คุณก็ควรจะมีสุนัขในแบบที่คุณรู้สึกว่าอยากอยู่ใกล้ มีหลายวิธีที่คุณจะทำให้ช่วงเวลาการอาบน้ำเป็นประสบการณ์ที่น่าพอใจมากขึ้นทั้งคนและสุนัข

ข้อแรก ปล่อยให้สุนัขของคุณทำความเคยชินกับอ่างอาบน้ำในแบบที่ผ่อนคลอายและน่าพอใจ ก่อนที่คุณจะพยายามอาบน้ำให้

ข้ดถัดมา ต้องจำไว้ว่าสุนัขทีอยู่ตามธรรมชาติจะไม่อาบน้ำ พวกเขาจะลงน้ำหรือกลิ้งตัวในโคลนเพื่อทำให้เย็นเมื่อรู้สึกร้อน ตามสัญชาตญาณ ดังนั้น จงใช้สัญชาตญาณเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ โดยให้สุนัขได้ออกกำลังกายเสียก่อน เมื่อเขาร้อน ความอยากอาบน้ำก็จะตามมาเอง

ไม่อนุญาตให้มีการหวงของเล่นและหวงอาหารอย่างเด็ดขาด อย่างแรกต้องมั่นใจว่า สุนัขของคุณรู้ว่าคุณเป็นเจ้าของของเล่นทุกชิ้น ต้องมั่นใจว่าเขายอมสงบก่อนที่คุณจะให้อาหาร และสุนัขต้องไม่ขู่คำรามถ้าคุณเข้าไปใกล้ ๆ ขณะที่เขากำลังกินอาหาร

ไม่อนุญาตให้มีการเห่าแบบไม่หยุด ถ้าสุนัขของคุณมีปัญหาเห่ามากเกินไป ส่วนใหญ่มักจะเกิดมาจากความคับข้องทางกายและทางใจ นี่คือสุนัขที่มีความต้องการการออกกำลังกายที่มากกว่าเดิม

จาก : http://pet.kapook.com/view17406.html

วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

สัตว์เลี้ยง ตายแล้ว(เอา)ไปไหนได้บ้าง


ในอดีตเมื่อสัตว์เลี้ยงแสนรักถึงคราวต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ผู้เป็นเจ้าของมักจะนิยมฝังกันในบริเวณเขตรั้วบ้าน แต่ปัจจุบัน คนรักสัตว์จำนวนมากอาศัยอยู่ตามคอนโด ทาวน์เฮ้าส์ หรือตึกแถว ซึ่งไม่มีพื้นที่สำหรับฝังสัตว์เลี้ยงได้ วันนี้เราจึงนำคำแนะนำจาก รศ.น.สพ.ปานเทพ รัตนากร มาฝากกันว่า จะสามารถจัดการกับร่างไร้วิญญาณของสัตว์เลี้ยงอย่างไรได้บ้าง

1.ฝัง เหมาะกับบ้านที่มีพื้นที่กว้าง แต่ต้องเลือกที่ห่างแหล่งน้ำ และขุดลึกแต่ไม่ถึงระดับน้ำซึม และสัตว์อื่นไม่สามารถขุดคุ้ยได้ แนะนำให้ใช้ปูนขาวโรยพื้นหลุมและโรยทับร่างเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรค

2. เผา เดี๋ยวนี้มีวัดที่รับทำพิธีโดยเฉพาะให้สัตว์เลี้ยง สมบูรณ์แบบแทบไม่ต่างจากคน มีพระสวดบังสกุล หากอยากเก็บอัฐิไว้ก็ทำได้ หรือจะนำไปลอยอังคาร ก็มีบริการ

3. เป็นอาจารย์ใหญ่ทางสัตวแพทย์ การเรียนการสอนของสัตวแพทย์ก็จำต้องใช้ซากสัตว์เพื่อเรียนกายวิภาคศาสตร์ ศัลยศาสตร์ ฯลฯ ทั้งนี้ เพื่อใช้สัตว์ทดลองที่มีชีวิตให้น้อยที่สุด โดยการรับบริจาคซากสัตว์สามารถติดต่อได้ที่ คณะสัตวแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ

4. สตัฟฟ์ คือ การลอกหนังสัตว์ออกมาแช่น้ำยากันเน่าเปื่อยแล้วเอาไปหุ้มหุ่นที่ขึ้นโครงไว้ เท่ากับตัวสัตว์เลี้ยงของคุณพร้อมกับยัดภายในหุ่นด้วยนุ่นหรือสำลีที่ใส่ยากันเน่าและกันแมลงไว้ จนได้รูปร่างสมจริง หากได้ช่างฝีมือดีก็จะดูคล้ายของจริงมาก แต่ถ้ามือไม่ถึงละก็จะน่ากลัวมากกว่า

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ เมื่อสัตว์เลี้ยงจากไป คือการนำไปทิ้งตามที่สาธารณะ หรือนำใส่ถุงดำทิ้งถังขยะ เนื่องจากกว่าเทศบาลจะมาเก็บ ซากอาจเน่าและขึ้นอืด เกิดก๊าซจนกระทั่งถุงปริแตกออกมา ซึ่งนอกจากกลิ่นจะเหม็นคลุ้งเกินบรรยายแล้ว อาจนำมาก่ออันตรายจากเชื้อโรคต่าง ๆ ด้วย

จาก : http://pet.kapook.com/view17367.html

วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553

การเล่นสำคัญกับลูกสุนัขอย่างไร ?


การเล่นสำคัญกับลูกสุนัขอย่างไร ? (โลกสัตว์เลี้ยง)

ว่ากันว่าลูกสุนัขก็เหมือนกับเด็ก ๆ ที่รักการเล่น ชอบที่จะซุกซนไปทั่ว ความซุกซนของเด็กถ้ามองในแง่ดีเหมือนที่โบราณเค้าว่าเอาไว้ว่า เด็กที่ซุกซนนั้นเป็นเด็กที่ฉลาด เพราะสามารถเรียนรู้อะไรได้เร็ว แต่ถ้าเป็นเจ้าตัวน้อยสี่ขาของเราล่ะ ถ้าเค้าเป็นลูกสุนัขที่ซุกซนแล้ว เขาจะเป็นสุนัขที่ฉลาดเหมือนโบราณว่าไว้ไหมน๊า

ลูกสุนัขชอบที่จะเล่นซุกซน เมื่อครั้งที่สุนัขยังเป็นสัตว์ป่า การเล่นของลูกสุนัขมีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นการฝึกให้ลูกสุนัขเรียนรู้ทักษะการล่าสัตว์เบื้องต้น แม้ปัจจุบัน สุนัขจะกลายเป็นสัตว์บ้านแล้ว แต่การเล่นก็ยังคงมีความสำคัญ ทั้งนี้เพราะ สุนัขเป็นสัตว์สังคมที่ชอบอยู่ร่วมกันเป็นฝูง การเล่นจึงช่วยพัฒนาให้สุนัขรู้จักการเข้าสังคม และรู้จักที่จะเป็นเพื่อนกับมนุษย์ เพื่อจะได้พัฒนาเป็นสุนัขเต็มวัยที่มีสุขภาพจิตดีต่อไป

ลูกสุนัขอายุ 28-35 วัน จะเริ่มแสดงพฤติกรรมทางสังคม คือ ลูกสุนัขจะเริ่มเล่น หยอกล้อกัน สุนัขที่ตัวโตกว่า จะแสดงการข่มขู่สุนัขตัวเล็ก แสดงความเป็นจ่าฝูงออกมา ระยะนี้ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของพฤติกรรมสุนัข เพราะสุนัขจะมีพฤติกรรมในอนาคตเช่นไร จะเขึ้นกับการเรียนรู้ และจดจดในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ เช่น ลูกสุนัขที่ถูกแกล้งให้ตกใจกลัว เมื่อโตขึ้นอาจกลายเป็นหมาขี้ระแวง หรือถึงขั้นเป็นหมาโรคประสาทได้ หากตกใจมาก ๆ หรือลูกสุนัขที่ตกใจเพราะเสียงดัง โตขึ้นอาจกลัวเสียงฟ้าร้อง หรือประทัด เป็นต้น

ลูกสุนัขที่ถูกกักขัง หรือกีดกันไม่ให้พบปะผู้คน ในช่วงอายุ 3-10 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกสุนัขชอบที่จะเล่นซุกซนที่สุด มักจะไม่สามารถปรับตนให้เข้ากับสังคมทั้งคนและสุนัขด้วยกันเองได้ ที่ร้ายที่สุดคือ เมื่อเติบโตขึ้น มันอาจจะมีอาการทางประสาท ไม่ชอบพบปะผู้คน จนเจ้าของยากจะควบคุม

สำหรับสุนัขเต็มวัยก็ชื่นชอบการเล่นเช่นกัน การเล่นทำให้สุนัขได้ออกกำลังกายไปในตัว และช่วงลดความเครียดของสุนัข อย่าลืมว่า สุนัขนั้นเคยเป็นสัตว์ป่ามาก่อน เคยมีพฤติกรรมที่จะต้องออกล่าหาอาหาร ถ้าให้สุนัขจับเจ่าอยู่กับบ้าน อาจทำให้สุนัขเครียดได้ โดยสุนัขแต่ละพันธุ์มีการเล่นที่โปรดปรานแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นกับพฤติกรรมของบรรพบุรุษของแต่ละสายพันธุ์

สุนัขก็เหมือนกับคน ที่อาจมีทั้งนิสัยดี และไม่ดี สุนัขบางพันธุ์อาจมีนิสัยก้าวร้าว ชอบแสดงพฤติกรรมนักรบ แย่งชิงความเป็นจ่าฝูง ก่อให้เกิดความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่เจ้าของ ดังนั้น เจ้าของอย่างเรา ๆ จึงควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมสุนัขตั้งแต่ยังเล็กว่า มีแนวโน้มที่จะก้าวร้าวเมื่อโตขึ้นหรือไม่ เช่น เมื่อนำสุนัขตัวใหญ่มาเลี้ยง มันขู่คำรามไม่เป็นมิตรหรือไม่ หรือเมื่อเจอคนแปลกหน้า มันขู่คำรามหรือไม่ หรือเมื่อออกไปนอกบ้าน มันไปเที่ยวข่มขู่สุนัขที่ตัวเล็กกว่าหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ ใช่ แสดงว่าสุนัขของคุณมีแนวโน้มที่จะก้าวร้าวในอนาคต

การฝึกให้สุนัขเชื่อฟังคำสั่งจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อจะได้ควบคุมสุนัขได้และไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในภายหลัง ซึ่งการแก้ไขปัญหา ขณะสุนัขโตแล้ว ทำได้ยากมาก เพราะพื้นฐานการเลี้ยงดูที่ดีจะนำพาไปซึ่งคุณสมบัติของสุนัขที่ดีได้ การให้ความรัก การดูแลเอาใจใส่ ตั้งแต่เค้ายังเป็นสุนัขตัวเล็ก ๆ โตขึ้นไปเค้าก็จะกลายเป็นสุนัขที่ดีได้(ว่าไหม)

จาก : http://pet.kapook.com/view17256.html

วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

วันปลาสวยงามแห่งชาติ 2553

ขอเชิญประกวด วันปลาสวยงามแห่งชาติ ประจำปี 2553 งานประกวดปลาสวยงาม ชิงแชมป์ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 2 – 10 ตุลาคม 2553 ณ ห้อง MCC.HALL ชั้น 4 เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน



จาก : http://pet.kapook.com/view16765.html

วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553

ม.เกษตรฯ ชวนบริจาคเลือดสุนัข-แมว ช่วยสัตว์ป่วย


หน่วยธนาคารเลือดเพื่อสัตว์เลี้ยง โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ชวนบริจาคเลือดน้องหมาและแมว เพื่อสำรองไว้ให้สัตว์ป่วยที่รอรักษา


คุณสมบัติของสุนัขและแมวที่จะบริจาคเลือด

อายุ 1-8 ปี ไม่มีโรคประจำตัวหรือโรคติดต่อ

ฉีดวัคซีนครบถ้วนเป็นประจำ

สุนัขที่บริจาคเลือดต้องมีน้ำหนัก 17 กิโลกรัมขึ้นไป บริจาคได้ครั้งละ 350-450 มิลลิลิตร

แมวต้องมีน้ำหนัก 4 กิโลกรัมขึ้นไป บริจาคเลือดได้ 40-50 มิลลิลิตร

หากบริจาคมากกว่า 10 ครั้งจะได้รับการฉีดวัคซีนประจำปีตลอดชีวิต

ทั้งนี้ สามารถติดต่อบริจาคเลือดสุนัข-แมว ได้ที่หน่วยธนาคารเลือด ชั้น 3 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ในวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 08.30-15.30 น. วันศุกร์ เวลา 08.30-11.00 น. เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เวลา 08.30-14.00 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0-2942-8756

จาก : http://pet.kapook.com/view13413.html

วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

วิจัยชี้ สัตว์เลี้ยงช่วยลดอาการภูมิแพ้


เลี้ยงสัตว์เลี้ยงช่วยลดอาการภูมิแพ้ (โลกสัตว์เลี้ยง)

การศึกษาวิจัยล่าสุดของวิทยาลัยการแพทย์แห่งจอร์เจีย พบว่า เด็กที่เติบโตมาในบ้านที่เลี้ยงสุนัขหรือแมวมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้น้อยกว่าเด็กที่อยู่ในบ้านที่ไม่มีสัตว์เลี้ยงถึง 50%

นี่คือผลวิจัยที่แตกต่างไปจากความเชื่อเดิม ๆ อย่างสิ้นเชิง เพราะที่ผ่านมาเรามักจะกล่าวโทษว่าขนของ สุนัข หรือแมว คือตัวการสำคัญที่ทำให้เด็กป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ แม้แต่ลูกสาวประธานาธิบดีโอบามาที่เป็นโรคภูมิแพ้ก็ยังถูกห้ามไม่ให้อยู่ใกล้สุนัข จนกระทั่งบิดาได้เป็นประธานาธิบดีจึงเลือกสุนัขพันธุ์ที่ไม่แพ้ให้เธอเลี้ยง เป็นของขวัญ งานวิจัยชิ้นนี้น่าจะช่วยให้พ่อแม่ยอมให้เด็กเติบโตโดยมีสัตว์เลี้ยงอยู่ ใกล้ๆ มากขึ้น เพราะนอกจากสุขภาพจิตดีแล้ว ร่างกายยังแข็งแรงอีกด้วย

จาก : http://pet.kapook.com/view17213.html

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

มาวัดกัน..น้องหมาฉลาดและเข้าใจคุณ แค่ไหน ?


น้องหมาของคุณฉลาดและเข้าใจคุณดีสักแค่ไหน ? (Dogazine)

1. หากคุณนำขนมใส่ไว้ในห่อ แล้วนำไปวางให้น้องหมา น้องหมาของคุณจะจัดการอย่างไรกับห่อขนมชิ้นนั้น ?

A. น้องหมาของฉันจะทำหน้างง ๆ แล้วเอาเท้าเขี่ยเล่น (1 คะแนน)
B. น้องหมาของฉันจะพยายามทำทุกวิถีทาง ใช้ทั้งปากและเท้า
เพื่อให้ได้ขนมในห่อ (2 คะแนน)
C. น้องหมาของฉันสามารถเปิห่อขนมได้โดยใช้เพียงอุ้งเท้าเท่านั้น (3 คะแนน)

2. หากคุณนำของเล่นชิ้นโปรดของน้องหมาไปซ่อน เขาจะแสดงอาการอย่างไร ?

A. น้องหมาของฉันจะเดินหาของเล่นด้วยท่าทีที่กระวนกระวายเป็นอย่างมาก (2 คะแนน)
B. น้องหมาของฉันจะรีบวิ่งไปหา แล้วคาบของเล่นชิ้นนั้นกลับมา
ด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ (3 คะแนน)
C. น้องหมาของฉันจะเลิกเล่นแล้วสะบัดหางไปนอน โดยที่ไม่สนใจ
จะตามหาของเล่นชิ้นนั้นอีกเลย (1 คะแนน)

3. หากคุณเรียกชื่อน้องหมา 1 ครั้ง เขาจะมีอาการตอบสนองต่อคุณอย่างไร ?

A. เขาจะค่อย ๆ ถอยห่างจากฉัน ด้วยสีหน้าเรียบเฉย (1 คะแนน)
B. เขาจะเดินมาหาฉัน แต่ก็หยุดแค่ครึ่งทาง (2 คะแนน)
C. เขาจะรีบเดินตรงดิ่งมาหาฉัน พร้อมกระดิกหางรับ (3 คะแนน)

4. หากน้องหมาของคุณทำความผิด แล้วคุณตักเตือนเขาโดยการใช้น้ำเสียงที่ดังและดุดัน เขาจะมีปฏิกิริยาตอบสนองคุณอย่างไร ?

A. เขาจะทำหน้าหงอย ๆ จ๋อย ๆ ไม่กล้าสบตาฉัน (3 คะแนน)
B. เขาจะส่งเสียงเห่าสวนกลับฉันในทันที (1 คะแนน)
C. เขาจะเอียงหน้ามองฉันเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไปทำกิจกรรม
ตามอัธยาศัยของเขาต่อ (2 คะแนน)

5. หากคุณใช้คำสั่งเบื้องต้น บอกให้น้องหมา "คอย" เขาจะตอบสนองคุณเช่นไร ?

A. เขาจะไม่สนใจฉันเลย และยังคงทำกิจกรรมใด ๆ ของเขาต่อไป (1 คะแนน)
B. เขาหันมามองฉันอย่างฉงน แต่ไม่หยุดคอยตามคำสั่ง อาจกำลังคิดว่า
"เจ้านายบ่นอะไรอีกแล้วเนี่ย" (2 คะแนน)
C. เขาจะหยุดคอยตามคำสั่งของคุณทันที (3 คะแนน)



มาดูผลการทดสอบกัน!

หากน้องหมาของคุณได้ 5-9 คะแนน

น้องหมาของคุณมีระดับความฉลาดและเข้าใจคุณในระดับพื้นฐาน เขายังไม่สามารถเข้าใจวิธีการสื่อสารของคุณได้ จึงควรหมั่นฝึกฝนเขาอย่างสม่ำเสมอ อาจชวนเขาเล่นเกมต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้เขารู้จักการแก้ไขปัญหา และควรฝึกสอนเรื่องต่าง ๆ ซ้ำ ๆ เป็นประจำ ในที่สุดน้องหมาของคุณก็จะสามารถรับรู้และเข้าใจคุณมากขึ้นด้วยสัญชาตญาณของเขาอย่างแน่นอน และอย่าลืม ใส่ใจมอบความรักแก่เขาให้มากกว่านี้อีกนีสสส...นึงด้วยนะ

หากน้องหมาของคุณได้ 10-14 คะแนน

น้องหมาของคุณมีระดับความฉลาดและเข้าใจคุณในระดับดี หากคุณพยายามสื่อสารกับเขาให้มากขึ้น และมอบความรักแก่เขาอย่างสม่ำเสมอไม่ขาดตกบกพร่อง รับรองว่าเขาจะสามารถเรียนรู้และเป็นน้องหมาระดับอัจฉริยะได้ในไม่ช้า

หากน้องหมาของคุณได้ 15 คะแนน

น้องหมาของคุณ มีระดับความฉลาดและเข้าใจคุณในระดับดีมาก (เย้!) ทั้งในเรื่องของการปรับตัว หรือการเชื่อฟังคำสั่ง หากคุณฝึกฝนเขาอย่างสม่ำเสมอแบบนี้อีกต่อไป รับรองว่าเขาจะเป็นน้องหมาที่แสนฉลาดและเข้าใจคุณได้ดีที่สุด ชนิดว่ารู้ใจกันเลยเชียวล่ะ

จาก : http://pet.kapook.com/view16900.html

วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ ตอนที่ 2 (จบ)


โรคที่มักเกิดกับ สุนัข ลาบราดอร์

โรคข้อสะโพกเสื่อม (Hip Dysplasia ) เป็นโรคกระดูกที่พบได้มากใน สุนัข พันธุ์ใหญ่ ( Giant and large breed ) โดยพบมากถึง 1 ใน 3 ของโรคกระดูกทั้งหมดใน สุนัข โดยโรคนี้จะมีพัฒนาการในช่วงที่มีการเจริญเติบโต ของกระดูกจึงอาจพบได้ตั้งแต่ 4-12 เดือน

โรคกระดูกอ่อน เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับ สุนัข ที่มีการเจริญเติบโตของกระดูกไม่สมบูรณ์ จะมีอาการที่พบเห็นทั่วไป คือ สุนัขมีอาการขาโก่ง หรือ ขณะเดินจะสังเกตว่าขาจะไม่มั่นคง จะปัดไปปัดมา ซึ่งสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงที่กำลังเจริญวัย กินอาหารครั้งละมากๆ กินแล้วก็นอน ฯลฯ และผลที่ตามมา ขาก็จะลีบเล็กลง โดยที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อย จนทำให้ขาเสียในที่สุด

วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ให้อาหาร สุนัข ไม่ต้องมากในแต่ละมื้อ โดยอาจจะเพิ่มจำนวนมื้อให้มากยิ่งขึ้น และให้เวลากับสุนัขของคุณ ในการพาเค้าออกไปวิ่งเล่นออกกำลังกายยามว่าง ที่สำคัญอาหารที่ให้ก็ควรมีคุณค่าสารอาหารครบถ้วน ไม่ควรที่จะให้ ข้าวคลุกกับข้าว ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ควรจะให้สลับกับอาหารสำเร็จรูป สำหรับสุนัขบ้าง เพราะอาหารเหล่านั้นจะมีสารอาหารอย่างครบถ้วนสมบูรณ์

โรคขาดฮอร์โมนไทรอยด์ กล่าวคือ ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนน้อยกว่าปกติ และก่อให้เกิดความผิดปกติต่างๆ ของร่างกายโดยแสดงออกทางผิวหนัง อาการที่พบคือ สุนัขจะมีอาการขนร่วง เช่น ข้างลำตัว รอบก้นและหาง หน้าอก ในสุนัขอายุมากมักพบรังแคกระจายทั่วร่างกาย อาจพบผิวหนังมีเม็ดสีสะสม มักพบเป็นสีดำ อาจมีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ อ่อนเพลีย ซึ่งโรคนี้มักพบในสุนัขอายุ 6-10 ปี แต่ถ้าเป็น สุนัข พันธุ์ใหญ่สามารถพบในอายุน้อยกว่า 6 ปีได้ ดังนั้น หากสุนัขของคุณมีอาการดังนี้ แนะนำให้พาสุนัขมาตรวจกับสัตวแพทย์เพื่อรับการรักษาจะดีที่สุด

โรคประสาทตาเสื่อม อาจเรียกได้ว่าเป็นโรคประจำของ สุนัข ลาบราดอร์ เนื่องจากพบอัตราการป่วยมากกว่าสายพันธุ์อื่น โดยอาการจอตาเสื่อมมีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับบริเวณของจอตาที่มีปัญหา อาการที่สังเกตได้คือ สุนัข จะมองภาพได้ไม่ชัดเจนในที่มีแสงน้อย และเจ้าของจะรู้สึกว่าตาแวววาวผิดปกติ เนื่องจากม่านตาขยายเพื่อให้แสงผ่านไปได้มากขึ้น สุนัข อาจเห็นภาพได้แคบลง จึงต้องหันหัวมอง หรืออาจเดินชนสิ่งของ ส่วนใหญ่อาการนี้ไม่สามารถรักษาได้ แต่ไม่ใช่ทุกตัวที่เป็นจะต้องตาบอดอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ต้องได้รับตรวจอย่างละเอียด

โรคต้อกระจก มักเกิดกับ สุนัข ที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป โดยจะมองเห็นแก้วตามีลักษณะขุ่นขาว ซึ่งสุนัขยังพอมองเห็นได้ แต่ถ้าแก้วตาขุ่นเพิ่มมากขึ้นก็จะทำให้มองไม่เห็น เนื่องจากแสงไม่สามารถผ่านเข้าไปยังจอรับภาพได้ ทั้งนี้สาเหตุเป็นเพราะโรคเบาหวาน หรือได้รับบาดเจ็บ มีแผลที่ตา อย่างไรก็ตาม โรคต้อกระจกอาจจะพบได้ในสัตว์อายุน้อยตั้งแต่เกิดจนถึง 3 ปี เนื่องจากเป็นมาตั้งแต่เกิด สำหรับการรักษา ควรรีบพาสุนัขของคุณไปพบสัตวแพทย์ เพื่อรับการตรวจและรักษาทันที หากปล่อยทิ้งไว้นาน จะทำให้การรักษายากขึ้น และอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ตาบอดได้

โรคลมบ้าหมู จะทำให้ สุนัข ชักบ่อยๆ และควบคุมการทรงตัวไม่ได้ การแก้ไขเบื้องต้น ควรหาสถานที่ให้ สุนัข อยู่อย่างสงบในห้องที่มืดๆ จนกว่าอาการชักจะทุเลาลง ในระหว่างที่ สุนัข ชักอย่าได้เข้าไปจับตัวเด็ดขาด เพราะมันอาจหันมากัดได้ ทั้งนี้ ยารักษาโรคลมบ้าหมูอาจช่วยลดอาการชักให้น้อยลงได้ แต่ควรปรึกษาการใช้ยาจากสัตวแพทย์ สำหรับสาเหตุของโรคชักเกิดจากพยาธิในลำไส้เป็นตัวการสำคัญ

จาก : http://pet.kapook.com/view152.html

วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์


ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ (Labrador Retriever) เป็นสุนัขพันธุ์หนึ่งที่นิยมแพร่หลายทั่วโลก สุนัขพันธุ์นี้คล้ายคลึงกับโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ (Golden Retriever) ต่างกันที่ความยาวของขนและขนาดของกล้ามเนื้อลำตัว โดยลาบราดอร์จะมีขนที่สั้นกว่า เป็นสุนัขที่ฉลาดหลักแหลม กระตือรือร้น รักสนุก ช่างเอาอกเอาใจ เป็นสายพันธุ์ที่เหมาะกับครอบครัวที่มีเด็ก เพราะมีนิสัยเป็นมิตร

ทั้งนี้ ลาบราดอร์ มีจุดเด่นในเรื่องของความฉลาด มีคุณสมบัติในการตามกลิ่นได้เป็นเยี่ยม ลาบราดอร์ จึงมักถูกเลือกมาฝึกเพื่อใช้ในงานข้าราชการ ดังภาพที่เราจะเห็นเป็น สุนัข ตำรวจหรือ สุนัข กู้ภัย หรือกระทั่งใช้นำทางคนตาบอด

ชื่อสายพันธุ์ ลาบราดอร์ ได้มาจากแหล่งต้นกำเนิดของสุนัขพันธุ์นี้ คือ คาบสมุทร ลาบราดอร์ ประเทศแคนาดา แต่เดิมนั้นชาวประมงจะใช้ สุนัข ลาบราดอร์ ในการเก็บเหยื่อ จำพวกปลาที่หลุดออกจากเบ็ดหรือแห หรืออาจจะใช้ให้ไปคาบเป็ดป่าที่ถูกยิงตกลงไปบนน้ำที่เย็นเฉียบ

ในปี พ.ศ.2378 มีผู้นำ สุนัข ลาบราดอร์ ลงเรือหาปลาไปขึ้นฝั่งที่ประเทศอังกฤษ จึงทำให้มีผู้พัฒนาสายพันธุ์มาเป็น สุนัข ล่าเหยื่อ และยังถูกใช้เป็น สุนัข กู้ภัยด้วย เพราะสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วแม้ในภูมิประเทศที่ขรุขระ หรือแม้กระทั่งพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง สุนัข ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องความอดทน เข้มแข็ง มีความสามารถในการดมกลิ่นดีเยี่ยม มีความปรารถนาจะเอาใจผู้อื่นอีกด้วย และเป็น สุนัข ที่ขี้เล่นกับเจ้าของมาก


ลักษณะสายพันธุ์ของ สุนัข ลาบราดอร์

ลาบราดอร์ จะมีขนสองชั้น ชั้นนอกสั้น เหยียดตรง และแน่น ขนชั้นในนุ่มและช่วยปกป้องจากสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายได้ดี สีขนเป็นสีดำ สีเหลือง หรือสีช็อคโกแลต บางครั้งอาจมีจุดขาวบริเวณหน้าอก หางของ ลาบราดอร์ ดูคล้ายหางของตัวนาก โคนหางจะหนาและเรียวลงจนถึงปลายหาง

ส่วนนิสัย "ลาบราดอร์" เป็นสุนัขที่มีเสน่ห์และน่าเลี้ยงที่สุดพันธุ์หนึ่ง ฝึกง่าย ตื่นตัว กระฉับกระเฉง ช่างประจบ ใจดี และ ฉลาด สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี เป็นมิตรกับคนและสัตว์อื่น เป็น สุนัข ที่รักเด็ก และชอบเล่นกับเด็ก นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการสะกดรอยและการปราบปรามยาเสพติด


อาหารและการเลี้ยงดู ลาบราดอร์

สถานที่เลี้ยง ลาบราดาร์ ต้องมีคอกที่ใหญ่และมีรั้วสูงล้อมรอบ และควรใส่ใจดูแลสุขภาพ ควรแปรงขนให้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง การเดินและวิ่งเล่นในที่ที่ไม่พลุกพล่านถือเป็นการออกกำลังกายที่ดี และเนื่องจาก ลาบราดอร์ เป็นสุนัขที่ไม่กลัวน้ำ ชอบว่ายและเล่นน้ำ หากมีเวลาก็ควรให้ได้ลงไปว่ายน้ำเก็บของบ้าง

สำหรับ สุนัข ที่โตแล้ว ควรให้เขาเดินได้วันละ 30 นาที จะทำให้พวกเขาแข็งแรง ในขณะที่สำหรับลูกสุนัข จะใช้เวลาในการเล่นทั้งวัน ใครที่คิดจะเลี้ยง สุนัข ลาบราดอร์ บ้านของคุณควรมีบริเวณสนามหลังบ้าน ไว้ให้พวกเขาได้วิ่งเล่น และพวกเขายังเป็นจอมเคี้ยวและจอมขุดตัวยงอีกด้วย ถ้าคุณอยากให้สวนของคุณสวยเหมือนเดิม ให้เตรียมกั้นรั้วไว้ว่าบริเวณไหนที่คุณจะอนุญาตให้ ลาบราดอร์ เล่นได้

ในเรื่องของอาหาร สุนัข ลาบราดอร์ จะอ้วนง่ายเวลาที่มีอายุมากขึ้น ซึ่งสามารถก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ ดังนั้น จึงควรดูแลอาหารการกินที่มีปริมาณและคุณค่าทางอาหารเหมาะสมตามวัยของ สุนัข และที่สำคัญควรจะพา สุนัข ไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และตรวจสอบว่ามีปัญหาเรื่องโรคกระดูกข้อสะโพกหลุดหรือกระดูกอ่อนหรือไม่ การตรวจพบตั้งแต่ช่วงเริ่มแรก จะทำให้รักษาได้ผลดีกว่า

จาก : http://pet.kapook.com/view152.html

วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

สุนัข อเมริกัน พิทบูล เทอร์เรีย เจ้าตูบพันธุ์ดุ ตอนที่ 2 (จบ)


อาหารและการเลี้ยงดู พิทบูล

เคล็ดลับการเลี้ยง สุนัข อเมริกันพิทบูล หากมันทำผิด ก็ควรรีบนำตัวเข้ากรงทันที เป็นการลงโทษ เพื่อให้มันได้คิดว่า สิ่งที่มันทำนั้น เป็นความผิด และในระหว่างที่กำลังเจริญเติบโต ต้องฝึกให้ พิทบูล เข้าสังคม พาจูงไปเดินสวนสาธารณะ ให้รู้จักคนเยอะๆ และพยายามให้ สุนัข พิทบูล แยกออกด้วยตัวเองว่า ใครคือมิตร และใครคือศัตรู เวลาหลุดออกจากเชือกหรือกรง หากจะกัดจะได้กัดถูกคน ส่วนการให้อาหารต้องใส่จาน และต้องฝึกไม่ให้กินอาหารที่พื้น ป้องกันผู้ไม่ประสงค์ดี โยนอาหารปนยาพิษให้กิน

โรคร้ายที่ควรระวัง

โรคไข้หัดสุนัข (Canine Distemper) เป็นโรคที่พบได้กับ สุนัข แทบทุกสายพันธุ์ ไม่เว้นแม้แต่ อเมริกันพิทบูล สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Canine Distemper virus หรือ CDV RNA Virus Paramyxovirus การติดต่อ สามารถติดต่อทางระบบหายใจ จะติดทางน้ำมูก ขี้ตา น้ำลาย โดยหายใจเข้าไปหรือ หรือจากการสัมผัสอาการของโรค ถ้าเป็นแบบเฉียบพลัน อาการที่ปรากฎหลังได้รับเชื้อ จะมีไข้สูง เบื่ออาหาร เยื่อตาอักเสบ อาการดังกล่าวจะหายไปและจะกลับมา โดย สุนัข จะซึม เบื่ออาหาร จมูกแห้ง มีน้ำมูกและขี้ตาขุ่นเป็นหนอง ไอ คล้ายอาการของหวัด ปอดบวม อาเจียน ท้องเสีย กล้ามเนื้อกระตุก ชัก ขาหลังเป็นอัมพาตและตายไปในที่สุด

แต่ถ้ารักษาได้ไม่เสียชีวิต สุนัข ก็จะเป็นโรคนี้แบบเรื้อรัง ฝ่าเท้าจะหนา ผอม ไม่ตอบสนองต่อการรักษาและมักจะตายในเวลาต่อมา แต่ใน สุนัข บางตัวที่ไม่ตาย จะใช้เวลารักษาหรือพักฟื้นนาน

การป้องกันขั้นแรก คือการได้รับวัคซีนป้องกัน และวัคซีนรวมที่จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคได้ นอกจากนี้ผู้เลี้ยงควรใส่ใจให้วิตามินตามคำแนะนำของแพทย์ และรักษาตามอาการของโรค เช่น ให้น้ำเกลือ ยาระงับชัก แต่สุดท้ายเจ้าหมาน้อยแสนรักก็จะจากไปในที่สุด ดังนั้น การป้องกันโรคไข้หัดที่ดีที่สุด คือ การฉีดวัคซีนให้กับสุนัขไว้ตั้งแต่ยังเล็กและฉีดสม่ำเสมอทุกปีเป็นดีที่สุด

วิธีเอาตัวรอดเมื่อ พิทบูล กัด หรือช่วยเหลือผู้อื่นที่ถูก พิทบูล ทำร้าย

สิ่งแรก คือ ควรหลีกเลี่ยงไม่เดินผ่านบ้านที่เลี้ยง สุนัขดุ หรือถืออาวุธไว้ป้องกันตัวกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

หากถูก สุนัข กัดโดยเฉพาะพันธุ์ดุร้าย อย่าง อเมริกันพิทบูล หรือ ล็อตไวเลอร์ ให้ตั้งสติให้ดี รีบตะโกนเรียกให้คนช่วย

หลังจากนั้นให้ใช้ไม้งัดขากรรไกรของสุนัข ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการกัด ให้ขากรรไกรง้างออกเพื่อให้หลุกจากการถูกกัด เพราะสุนัขพันธุ์เหล่านี้มีขากรรไกรสั้นกว่าปกติ มีเขี้ยว และฟันใหญ่กว่าปกติ เป็นปัจจัยเพิ่มแรงกัดให้มีความรุนแรงมากขึ้น

หากไม่ได้ผล ให้ใช้มือข้างที่ถนัดที่สุด เกร็งมือให้แข็งบีบลงไปที่บริเวณลำคอของ สุนัข ซึ่งเป็นส่วนคอหอย หลอดลม บีบให้แรงที่สุด และนานที่สุด ทำให้ สุนัข เกิดอาการสำลัก เพราะขาดอากาศหายใจ ทำให้มันต้องปล่อยเหยื่อที่กัดไว้ออก เพื่อสูดอากาศหายใจ ในระหว่างนี้ให้รีบหนีให้ไกลที่สุด หรือหาอาวุธมาตี สุนัข ให้บาดเจ็บ

ที่สำคัญ มีข้อห้ามที่ไม่ควรทำระหว่างที่ถูกกัดและมีอวัยวะในร่างกายคาอยู่กับปากสุนัข คือ ห้ามตี หรือทุบที่ลำตัว สุนัข เด็ดขาด เพราะจะยิ่งเพิ่มความโกรธ ความดุร้าย ทำให้ สุนัข เพิ่มแรงกัดมากขึ้น จะทำให้บาดเจ็บสาหัสมากขึ้น

หลังจากหลุดจากการถูก สุนัข กัดแล้ว ให้รีบล้างทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดผสมสบู่ 3 รอบ และใช้ยาฆ่าเชื้อราดที่บาดแผล แล้วรีบพบแพทย์ทันที เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคติดต่อใน สัตว์เลี้ยง ลูกด้วยนม โดยเฉพาะใน สุนัข และแมว ซึ่งขณะนี้ยังไม่มียารักษาโรค หากติดเชื้อทำให้เสียชีวิตได้ รวมถึงกรณี สุนัข กัดกันเองด้วย ให้ล้างทำความสะอาดแผล สุนัข เช่นเดียวกัน และรีบนำ สุนัข ไปฉีดวัคซีนป้องกันทันที

จาก : http://pet.kapook.com/view159.html

วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

สุนัข อเมริกัน พิทบูล เทอร์เรีย เจ้าตูบพันธุ์ดุ ตอนที่ 1


อเมริกันพิทบูล เทอร์เรีย (American Pit Bull Terrier) หรือที่เรียกกันว่า พิทบูล แค่เอ่ยถึงชื่อสุนัขพันธุ์นี้ก็อาจทำเอาหลายคนออกอาการหวั่นๆ ซะแล้ว ก็สุนัขสายพันธุ์ พิทบูล น่ะดังก้องไปทั่วโลกในเรื่องความดุร้าย และมักจะถูกประโคมข่าวเมื่อ พิทบูล กัดคนบาดเจ็บและเสียชีวิต โดยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นกับเจ้าของ ทำให้ภาพของ อเมริกันพิทบูล ในเวลานี้อาจไม่สู้ดีนัก และเป็น สุนัข ควบคุมพิเศษในหลายประเทศ ซึ่งประเทศไทยกรมปศุสัตว์สั่งห้ามนำเข้าสุนัขพันธุ์ พิทบูล โดยเด็ดขาด แต่ในประเทศไทยยังลักลอบนำเข้ามาจำหน่ายอยู่ รวมถึงมีการเลี้ยงอยู่เดิมแล้วจำนวนหนึ่ง

แม้ว่า พิทบูล จะมีนิสัยพื้นฐานที่ดุร้าย แต่ สุนัข พิทบูล ก็ขึ้นชื่ออย่างมากในเรื่องความจงรักภักดี มันสามารถตายแทนเจ้าของได้ดังจะเห็นได้จากในอดีตที่ผู้เสี้ยงมักนำมันสู่สังเวียนการต่อสู้ พิทบูล จะสู้จนตัวตายตามใบสั่งของเจ้าของ ดังคำกล่าวที่ว่า "ทาสผู้ภักดี ปีศาจสังหาร"

พิทบูล ถูกพัฒนามาจากสายพันธุ์ของ สุนัข บูลด๊อก เดิมทีเป็น สุนัข อเมริกันพิทบูล ที่ใช้งานต้อนฝูงสัตว์ (Cattie dog) เป็นสุนัขเลี้ยงแกะ (Shepherds) แต่ต่อมาสุนัขเหล่านั้นถูกนำมาผสมข้ามสายพันธุ์ จนเกิดสายพันธุ์ใหม่ จนได้ อเมริกันพิทบลู ที่มีฟันและกรามที่แข็งแกร่ง ทรงพลัง มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ และมีความว่องไวสูง และ พิทบูล ก็ถูกนำมาใช้ในกีฬาสู้วัว (Bullbaiting) แต่ภายหลังกีฬาชนิดนี้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย กลุ่มคนที่ชื่นชอบในกีฬาดังกล่าวจึงหันมาจับสุนัขสู้กับสุนัขแทน ทำให้ อเมริกันพิทบลู กลายเป็นสุนัขที่ขึ้นชื่อว่ามีพละกำลังมากที่สุด เท่าที่มีการพัฒนาสายพันธุ์กันมา ในความแข็งแรง ดุร้าย เสน่ห์ของ พิทบูล อยู่ที่ความจงรักภักดี มีอารมณ์คงที่ต่อมนุษย์

ที่มาของชื่อพันธุ์ พิทบูล จึงได้มาจากกีฬาสู้วัวนั่นเอง ส่วนคำว่า Pit มาจากคำที่แปลว่า หลุม คือ ในการคัดเลือกสายพันธุ์ในสมัยโบราณ พิทบูล สองตัวจะถูกนำไปปล่อยในหลุมที่คนขุดขึ้น ตัวไหนรอดจากการกัดกันก็จะปีนขึ้นจากหลุม พิทบูล ตัวนั้นจึงจะได้ดำรงพันธุ์ต่อไป ด้วยเหตุนี้ พิทบูล จึงมีความอดทนและมีความมุ่งมั่นสูงกว่า สุนัข ทั่วๆ ไป อย่างไรก็ตาม พิทบลู มีทั้งสายพันธุ์ที่มีไว้กัด และสายพันธุ์โชว์

ด้วยธรรมชาติกัดไม่ปล่อย สุนัข สายพันธุ์นี้ ถือเป็นนักล่าโดยกำเนิด พิทบูล ล่าได้ตั้งแต่ นก หนู ไปจนถึงหมูป่า มันมีความกล้าฝังลึก พิทบูล มีความอดทนต่อความเจ็บปวดทุกรูปแบบ แม้บาดแผลนั้นจะลึกและฉกรรจ์เพียงใด ไม่มีการโต้ตอบจากศัตรูใดที่จะทำให้มันร้องได้

ส่วนใครที่ไม่ชอบเสียงเห่าหอน น่ารำคาญของ สุนัข แต่ให้จำไว้เถิดว่าหากคุณเลี้ยง อเมริกันพิทบูล จะไม่ผิดหวัง เพราะ พิทบูล จะไม่ใช่ สุนัข ประเภท เห่าใบตองแห้ง ดังนั้น การที่เจ้า พิทบูล เห่ายอมมีเหตุผลเสมอ ไม่แน่สิ่งที่มันเห็นอาจเป็นสัตว์ร้าย คนแปลกหน้า หรือผู้ไม่ประสงค์ดี อย่างน้อยก็ช่วยให้คุณรับรู้สัญญาณเตือนอันไม่น่าไว้วางใจได้จากเจ้า สุนัข พันธ์นี้อย่างแน่นอน

ส่วนข้อกังขากรณี พิทบูล ทำร้ายเจ้าของ หากผู้เลี้ยงเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดีเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ทั้งนี้ หากคุณต้องเข้าบ้านในยามวิกาล จงระลึกไว้เสมอว่า สุนัข จะมองเห็นเป็นภาพขาวดำเท่านั้น จึงควรเรียกชื่อของเขาก่อนเปิดประตูเข้าบ้าน เพราะบางทีเราอาจอยู่ในตำแหน่งใต้ลม เขาจึงอาจไม่ได้กลิ่นเจ้าของ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนร้าย จึงควรเรียกชื่อของเขาก่อน เพราะ อเมริกันพิทบลู จะหวงเจ้าของ หวงบ้าน หากมีผู้ไม่ประสงค์ดีกล้ำกรายเข้ามา ...รับประกันเสร็จแน่!!!


ลักษณะทั่วไปของ พิทบูล

อเมริกันพิทบูล มีขนาดรูปร่างปานกลาง โดยทั่วไปควรจะมีความสูง ประมาณ 17-20 นิ้ว มีสัดส่วนที่พอดี ขนสั้นเรียบ เป็นมันเงางามและมีกล้ามเนื้อที่เด่นชัดมาก สุนัข พิทบูล เต็มไปด้วยพละกำลังเป็นอย่างมาก และมีรูปร่างที่ค่อนข้างยาวกว่าส่วนสูง หัวมีความยาวปานกลาง กว้าง ส่วนกะโหลกของ อเมริกันพิทบูล นั้นจะแบนเรียบและค่อนข้างจะกว้าง ประกอบด้วยขากรรไกรที่แข็งแรงและกว้างใหญ่ หูจะมีขนาดที่เล็กจนถึงปานกลาง หูตั้ง และบางทีก็อาจจะมีลักษณะที่เป็นธรรมชาติ(ไม่ได้ตัดหู) หรืออาจจะตัดหูหรือไม่ตัดหูก็ได้ หางสั้นชี้ลง โคนหางใหญ่ และเรียวเล็กลงไปถึงปลายหาง

ส่วนเรื่องลวดลาย หรือสีขนนั้น สุนัข พิทบูล นี้มีทุกสี และมีทุกลาย ลักษณะร่างกายของ พิทบูล จะต้องปรากฏให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง กระฉับกระเฉง สง่างาม มีลักษณะเฉพาะของสุนัขพันธุ์อเมริกันพิทบูล คือ ความแข็งแกร่ง มีความเชื่อมั่นในตัวของมันเอง และมีชีวิตที่กระหายใคร่รู้ต่อทุกสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวมัน พิทบูล ชอบให้คนดูแลเอาใจใส่ และมีความกระตือรือร้นมาก สุนัข อเมริกันพิทบูล เป็นเพื่อนกับทุกคนที่อยู่ในครอบครัวได้เป็นอย่างดี และมีความรักเด็ก เนื่องจาก พิทบูล ส่วนใหญ่มักจะแสดงความก้าวร้าวกับ สุนัข ทั่วไป

จาก : http://pet.kapook.com/view159.html

วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2553

สุนัข บางแก้ว ซื่อสัตย์ รักนาย ตอนที่ 2 (จบ)


วิธีเลือก สุนัขพันธุ์บางแก้ว

เนื่องจากลูก สุนัขพันธุ์บางแก้ว มีราคาซื้อ-ขายค่อนข้างแพง เมื่อเปรียบเทียบกับลูกสุนัขต่างประเทศสายพันธุ์อื่นๆ ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ลูก สุนัขพันธุ์บางแก้ว ที่ซื้อมาควรจะมีใบเพ็ดดีกรีรับรองจากสมาคม หรือชมรม สุนัขพันธุ์บางแก้ว เท่านั้น ลูกสุนัข ที่ได้มาตรฐานทุกตัวจะต้องทำวัคซีนและถ่ายพยาธิแล้ว และผู้ที่ซื้อ ลูกสุนัข มาเลี้ยงจะต้องทำการตกลงกับผู้ขายว่า ลูกสุนัข ที่ซื้อ มาเลี้ยงนั้นถ้าเป็นโรคติดมาจากร้าน ผู้ขายจะต้องรับผิดชอบ


อาหารและการเลี้ยงดู สุนัขพันธุ์บางแก้ว

ผู้เลี้ยง สุนัขพันธุ์บางแก้ว อาจต้องเจอเรื่องชวนปวดหัวจากอุปนิสัยบางอย่างที่สืบเชื้อสายมาจากสุนัขป่า เช่น ด้วยความมีสัญชาตญาณนักล่า สุนัขพันธุ์บางแก้ว จะชอบจับสัตว์ต่างๆ มากัดเล่น หรือไม่ก็แอบกินเลย อันนี้ต้องระวังให้ดี โดยเฉพาะ สัตว์เลื้อยคลาน แทบทุกชนิดแม้กระทั่งงู สัตว์ปีกทุกชนิด แม้กระทั่งนกที่ว่าบินเร็วและสูงยังเสร็จมาแล้ว

นอกจากนั้น สุนัข บางแก้ว ยังชอบขุด ขุด ขุดแล้วก็ขุด เขาจะขุดทุกที่ที่เขาขุดได้ ไม่ว่าจะเป็นสนามหญ้า กระถางต้นไม้ ใต้ถุน เมื่อขุดแล้ว บางแก้ว จะนำตัวเองเข้าไปนอนอยู่ในนั้นเลย ซึ่งนิสัยพวกนี้ส่วนใหญ่จะแก้ไม่หาย ตีไปก็เสียเปล่า โดยปกติ สุนัข บางแก้ว จะหยุดซนก็ต่อเมื่อ อายุ 2 ปีเข้าไปแล้ว แต่หากทำให้ บางแก้ว มีวินัยตั้งแต่ยังเล็ก หมั่นฝึกไม่ว่าจะเป็นการกิน การขับถ่าย การนอน การเล่น แล้วปัญหาข้างต้นจะไม่เกิดขึ้นอีก

สำหรับอาหารนั้น สุนัข บางแก้ว เป็น สุนัข ที่กินอาหารง่าย และปริมาณการให้ก็ไม่มากด้วย เพื่อความสะดวก ก็ควรเลี้ยงอาหารสำเร็จรูปที่มีจำหน่ายอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป หรือถ้าพอมีเวลาอาจจะให้ข้าวก็ได้ กับข้าวกินได้ทุกชนิด แต่ควรระวังเรื่องกระดูกซักหน่อย สุนัข บางแก้ว สามารถกินผักได้เกือบทุกชนิดแล้วแต่ผู้เลี้ยงจะฝึกหัด

ในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนอาหาร เช่น ปกติเลี้ยงข้าว แต่ต่อมาต้องการความสะดวกจึงเปลี่ยนมาเลี้ยงอาหารเม็ดแต่สุนัขไม่ยอมกิน ในลักษณะนี้ผู้เลี้ยงต้องใจแข็งสักหน่อย อย่าตามใจเป็นอันขาด ลองทิ้งอาหารเม็ดไว้ให้เขาประมาณ 20 นาที ถ้าไม่กินก็เก็บแล้วนำมาเลี้ยงในมื้อต่อไป ทำเช่นนี้จนกว่า สุนัข จะยอมรับอาหาร

ด้านการทำความสะอาด การอาบน้ำ สุนัข ถือเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าไม่ระวังอาจทำให้เขาป่วยได้เพราะอุณหภูมิร่างกาย สุนัข นั้นสูงกว่าคนเรา น้ำที่เราคิดว่าเย็นไม่มากอาจจะเย็นเกินไปสำหรับ สุนัข จึงควรอาบน้ำให้เขาในช่วงกลางวันขณะที่น้ำและอากาศไม่เย็นมาก หลังจากอาบเสร็จ ให้เช็ดตัว สุนัข ให้แห้ง ถ้าเป็น สุนัข ที่ขนยาวก็อาจใช้เครื่องเป่าผมเพื่อช่วยให้ สุนัข ไม่หนาวมากเกิน ไป ถ้าทำความสะอาดขนของเขาเป็นอย่างดี อาจไม่ต้องอาบน้ำบ่อยก็ได้ ควรถูสบู่เมื่อขนของเขาสกปรกมาก มีกลิ่นตัว หรือมีหมัดเท่านั้น อย่าอาบน้ำให้ สุนัข เกินสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพราะถ้าอาบบ่อยเกินไปอาจทำให้ผิวหนังของ สุนัข แห้งและคัน ซึ่งจะมีปัญหาโรคผิวหนังตามมา และในขณะอาบน้ำควรระวังอย่าให้น้ำเข้าหู สุนัข ด้วย


โรคและวิธีการป้องกัน

โรคไข้หัดเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายใน สุนัข และ สุนัขพันธุ์บางแก้ว ง่ายต่อการเกิดโรคนี้มาก สาเหตของโรคเกิดจากเชื้อไวรัส Canine Distemper virus หรือ CDV RNA Virus Paramyxovirus การติดต่อ สามารถติดต่อทางระบบหายใจ จะติดทางน้ำมูก ขี้ตา น้ำลาย โดยหายใจเข้าไปหรือ หรือจากการสัมผัสอาการของโรค สุนัข จะเสียชีวิตในที่สุด

ทั้งนี้ โรคไข้หัด มีอยู่หลายชนิดตามอาการ ซึ่งอาการป่วยของ สุนัข บางแก้ว ที่เป็นไข้หัด จะพบอาการรวมๆ คือ ครั้งแรกจะพบว่ามีไข้ขึ้น อยู่ไม่สุข ไม่กินอาหาร มีน้ำมูกออกมาสีเหมือนน้ำหนอง หรือมีขี้ตาเป็นน้ำหนองสีขาวข้น อุจจาระเหม็นเป็นกลิ่นเฉพาะของโรคนี้เท่านั้น มีอาการชัก โดยแสดงอาการนั่งหรือเดินถอยหลังด้วยอาการน้ำลายฟูมปาก ขากรรไกรล่างเคี้ยวตลอดเวลา หัวสั่น แล้วจะหยุดชักเหมือน สุนัข ปกติ แล้วชักอีกอาการชักจะถี่เข้าเรื่อยๆ จนเสียชีวิตในที่สุด แต่กว่าจะเสียชีวิต สุนัข จะทรมานอยู่อย่างนั้น 2-3 อาทิตย์

สุนัข ที่ป่วยด้วย โรคไข้หัด ประมาณ 90% มักจะเสียชีวิต หากรักษาหาย สุนัข ก็เป็นแบบเรื้อรัง จะแสดงอาการทางประสาท เดินโซเซ หรือเดินสั่น แคระแกรน ซึ่งผู้เลี้ยงควรใส่ใจให้วิตามินตามคำแนะนำของแพทย์ และรักษาตามอาการของโรค เช่น ให้น้ำเกลือ ยาระงับชัก แต่สุดท้ายเจ้าหมาน้อยแสนรักก็จะจากไปในที่สุด ดังนั้น การป้องกันโรคไข้หัดที่ดีที่สุด คือ การฉีดวัคซีนให้กับ สุนัข ไว้ตั้งแต่ยังเล็กและฉีดสม่ำเสมอทุกปีเป็นดีที่สุด

จาก : http://pet.kapook.com/view154.html

สุนัข บางแก้ว ซื่อสัตย์ รักนาย ตอนที่ 1


สุนัขพันธุ์บางแก้ว สุนัขไทย พันธุ์เดียวที่มีขนยาวสองชั้น หางเป็นพวง มีขน ขาหน้าคล้ายขนขาสิงห์แผงรอบคอคล้ายสิงโต จัดเป็น สุนัข ที่มีลักษณะสวย ฉลาด ซื่อสัตย์ รักเจ้าของ เหมาะเลี้ยงเป็นเพื่อน เฝ้าบ้าน เลี้ยงง่าย มีความกล้าหาญ ที่สำคัญคือ สุนัข บางแก้ว ค่อนข้างดุ ฝึกใช้งานอารักขาได้ดี เป็นนักสู้แม้ว่า สุนัข ตัวอื่นจะมีขนาดใหญ่กว่าก็ตาม บางแก้ว ก็จะสู้ไม่ถอยเชียวหละ

ต้นกำเนิดของ สุนัขพันธุ์บางแก้ว อยู่ที่ วัดบางแก้ว ต.บางแก้ว อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก สุนัขพันธุ์บางแก้ว เป็นสายเลือดผสมระหว่าง สุนัขพันธุ์ไทยพื้นบ้าน กับสุนัขป่า เนื่องจากภูมิประเทศแถบ ต.บางแก้ว สมัยก่อนค่อนข้างมีลักษณะเป็นป่ามีต้นไม้หนาแน่น เป็นที่อาศัยของพวกสุนัขจิ้งจอก และสุนัขไน หรือที่เรียกว่า หมาไน ทำให้เกิดผสมพันธุ์กันระหว่าง สุนัข ทั้ง 3 สายพันธุ์ จนในที่สุดก็ได้เป็น "สุนัขพันธุ์บางแก้ว" ที่มีลักษณะหลายสีเหมือนสุนัขบ้าน มีขนยาวสองชั้นเหมือนสุนัขป่า หูป้องไปข้างหน้าเหมือนจิ้งจอก ดุ รักถิ่นฐานเหมือนสุนัขบ้าน และกล้าหาญเหมือนสุนัขไน

ต่อมา สุนัขพันธุ์บางแก้ว จึงนำมาเลี้ยงทั่วไปตามบ้าน เนื่องจากมีลักษณะเฉพาะ สวยงาม เลี้ยงง่าย ฝึกง่าย จึงทำให้ สุนัข บางแก้ว นี้กลายเป็นที่นิยมเลี้ยงกันมากใน จ.พิษณุโลก ตลอดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า สุนัขพันธุ์บางแก้ว เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของจังหวัดพิษณุโลก อีกทั้งยังสร้างชื่อเสียงและทำรายได้ระดับประเทศ



ลักษณะสายพันธุ์ของ สุนัขพันธุ์บางแก้ว

สุนัขพันธุ์บางแก้ว จะมีขนาดเท่าสุนัขไทย หรือเล็กกว่าเล็กน้อย ขนปุยยาว สง่างาม ว่องไว แข็งแรง เวลายืนมักเชิดหน้าและโก่งคอคล้ายม้า หัวกะโหลกใหญ่ ปากยาวแหลม หูเล็กสั้นตั้งป้องไปข้างหน้า ลักษณะเด่นของ สุนัข บางแก้ว คือ ภายในหูจะมีขนปลายปิดรูหูคล้ายหมาจิ้งจอก ตาเล็กกลมรี พื้นสีตาเป็นสีเหลืองทองคล้ำ ขณะโกรธจะขึ้นแววสีฟ้าใส หรือที่เรียกว่า ตาเขียว จมูกสีดำ ฟันซี่ เล็กขาวคม หางต้องเป็นพวงสืบทอดมาจากสุนัขจิ้งจอก ตั้งโค้งไปข้างหน้า หางพุ่งไปด้านหลังแล้วโค้งตั้งขึ้น และเป็นพวงลาดแบบแทงดินอย่างหางม้า

ส่วนเสียงเห่าของ สุนัขพันธุ์บางแก้ว จะแหลมเล็กกว่าสุนัขไทย เวลาวิ่งจะซอยเท้าถี่ สีของ สุนัข บางแก้ว ที่นิยม คือ สีขาวปลอด ขาวน้ำตาล ขาวดำ ทั้งนี้ สุนัขพันธุ์บางแก้ว ขึ้นชื่อมากเรื่องความดุ มีความซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ รักและหวงเจ้าของ ไม่ชอบคนแปลกหน้า มีความสามารถในการดมกลิ่นเป็นเลิศ จำเสียงได้แม่นยำ กินอาหารง่าย มีความกล้าหาญ กล้าที่จะสู้กับสุนัขที่ตัวโตกว่า

นอกจากนี้ สุนัขพันธุ์บางแก้ว ยังมีประสาทตื่นตัวอยู่เสมอแม้นอนหลับ บางแก้ว เป็น สุนัข ที่ชอบเล่นน้ำ เมื่อหมอบข้อศอกจะแนบกันพื้นและเท้าหลังจะแบออกทั้งสองข้าง ก่อนจะกินน้ำในอ่าง บางแก้ว ชอบเอาเท้าหน้าข้างหนึ่งข้างใดจุ่มลงไปในอ่างก่อน เวลาขู่จะเหยียดขาหน้าพุ่มไปข้างหน้า แล้วผงกหัวและแผงขนหลังตั้งขึ้นพร้อมกับส่งเสียงขู่ สุนัขพันธุ์บางแก้ว ชอบกินเนื้อสัตว์และปลา เนื่องจากหมู่บ้านบางแก้ว อาชีพหลักของชาวบ้านแถบนั้นคือ จับปลา ค้าปลาน้ำจืด และเลี้ยง สุนัขพันธุ์บางแก้ว ไว้บนแพ อาหารที่ได้จึงหลีกไม่พ้นปลา แต่อาหารอื่นๆ ก็กินได้เช่นกัน

จาก : http://pet.kapook.com/view154.html

วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553

โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ สุนัข ขี้เล่น ตอนที่ 3 (จบ)


อาหารและการเลี้ยงดู สุนัข โกลเด้น รีทรีฟเวอร์

โกลเด้น เป็น สุนัข ที่มีขนร่วงมาก จำเป็นจะต้องแปรงและหวีขนให้มันสัปดาห์ละหลายๆ ครั้ง โกลเด้น จะมีความสุขมากๆ หากเจ้าของพามันไปเดินเล่นไกลๆ ทุกวันหรือหาสนามโล่งๆ ให้ได้วิ่งเล่นแบบสบายๆ ไร้กังวล ได้เล่นกับ สุนัข ตัวอื่น วิ่งเก็บลูกบอล หรือว่ายน้ำ

และด้วยความที่ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ มีต้นกำเนิดมาเพื่อล่าสัตว์ที่อยู่ริมน้ำ ดังนั้น บุคลิกที่โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของ สุนัข พันธุ์นี้คือ ชอบลงไปในบริเวณที่มีน้ำขังอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ กระถางบัว บ่อปลา หรือแม้แต่ชามใส่น้ำของตัวมันเอง จึงขอแนะนำให้หาอ่างน้ำ หรือภาชนะใดๆ ใส่น้ำไว้สำหรับให้เขาเล่นโดยเฉพาะ

ส่วนอาหารที่ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ขนาดโตเต็มวัยต้องการควรเป็นอาหารชั้นดี โดยให้เพียงวันละ 1 ครั้งในปริมาณที่เพียงพอ และในระหว่างวันอาจให้บิสกิตเสริมได้วันละ 2 ครั้ง

บริเวณสำหรับนอนเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ โกลเด้น ต้องการผ้าปูรองนอนนุ่มๆ หาของเล่นส่วนตัวสักชิ้นสองชิ้นที่มันสามารถกัดแทะได้ เช่น กระดูกเทียม หรือลูกบอลยางวางไว้รอบตัวให้มันด้วย จะช่วยให้ โกลเด้น มีที่สงบและปลอดภัย สำหรับช่วงเวลาที่พวกมันต้องการความเป็นส่วนตัวและต้องการพักผ่อน นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงยังต้องดูแลเรื่องความสะอาดภายในใบหู ดูแลเรื่องเห็บและหมัด รวมทั้งตัดเล็บให้มันอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้วิ่งและกระโดดง่ายขึ้น



โรคและวิธีการป้องกัน

โรคประจำสายพันธุ์ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ที่พบบ่อยๆ คือ โรคข้อสะโพก โรคต้อกระจก โรคขาดฮอร์โมนไทรอยด์ โรคเนื้องอกในต่อมน้ำเหลือง

โรคข้อสะโพกเสื่อม (Hip Dysplasia ) เป็นโรคกระดูกที่พบได้มากในสุนัขพันธุ์ใหญ่ ( Giant and large breed ) โดยพบมากถึง 1 ใน 3 ของโรคกระดูกทั้งหมดใน สุนัข โดยโรคนี้จะมีพัฒนาการในช่วงที่มีการเจริญเติบโต ของกระดูกจึงอาจพบได้ตั้งแต่ 4-12 เดือน

โรคขาดฮอร์โมนไทรอยด์ กล่าวคือ ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนน้อยกว่าปกติ และก่อให้เกิดความผิดปกติต่างๆ ของร่างกายโดยแสดงออกทางผิวหนัง อาการที่พบคือ สุนัข จะมีอาการขนร่วง เช่น ข้างลำตัว รอบก้นและหาง หน้าอก ใน สุนัข อายุมากมักพบรังแคกระจายทั่วร่างกาย อาจพบผิวหนังมีเม็ดสีสะสม มักพบเป็นสีดำ อาจมีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ อ่อนเพลีย ซึ่งโรคนี้มักพบใน สุนัข อายุ 6-10 ปี แต่ถ้าเป็น สุนัข พันธุ์ใหญ่สามารถพบในอายุน้อยกว่า 6 ปีได้ ดังนั้น หาก สุนัข ของคุณมีอาการดังนี้ แนะนำให้พา สุนัข มาตรวจกับสัตวแพทย์เพื่อรับการรักษาจะดีที่สุด

โรคเนื้องอกในต่อมน้ำเหลือง พบได้ทั้งชนิดที่ไม่รุนแรงและชนิดที่เป็นมะเร็ง ลักษณะที่พบคือ เป็นเนื้องอกขอบไม่เรียบและมีสีต่างๆ สามารถพบเนื้องอกที่บริเวณผิวหนังของศีรษะ ปลายเท้า หลัง และภายในช่องปาก ซึ่งโดยมากแล้วมักพบในช่องปากของสุนัข โดย สุนัข จะมีน้ำลายไหลมากผิดปกติ มีกลิ่นปาก น้ำหนักลด มีเลือดออก ฟันหลุด และไม่สามารถกินอาหารได้ ซึ่งหากผู้เลี้ยงพบอาการดังกล่าวมานี้ ควรรีบพา สุนัข ไปรักษาโดยเร็ว เพราะหากเป็นเนื้องอกชนิดที่มีเชื้อมะเร็ง จะมีอัตราการเสียชีวิตสูง การรักษาทำได้โดยการผ่าตัดกรณีเชื้อยังไม่แพร่กระจาย แต่หากเชื้อแพร่กระจายแล้วจะใช้วิธีเคมีบำบัด

โรคต้อกระจก มักเกิดกับ สุนัข ที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป โดยจะมองเห็นแก้วตามีลักษณะขุ่นขาว ซึ่ง สุนัข ยังพอมองเห็นได้ แต่ถ้าแก้วตาขุ่นเพิ่มมากขึ้นก็จะทำให้มองไม่เห็น เนื่องจากแสงไม่สามารถผ่านเข้าไปยังจอรับภาพได้ ทั้งนี้สาเหตุเป็นเพราะโรคเบาหวาน หรือได้รับบาดเจ็บ มีแผลที่ตา อย่างไรก็ตาม โรคต้อกระจกอาจจะพบได้ใน สุนัข อายุน้อยตั้งแต่เกิดจนถึง 3 ปี เนื่องจากเป็นมาตั้งแต่เกิด สำหรับการรักษา ควรรีบพา สุนัข ของคุณไปพบสัตวแพทย์ เพื่อรับการตรวจและรักษาทันที หากปล่อยทิ้งไว้นาน จะทำให้การรักษายากขึ้น และอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ตาบอดได้

จาก : http://pet.kapook.com/view148.html

วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ สุนัข ขี้เล่น ตอนที่ 2


ลักษณะทั่วไปของ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์

โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ เป็น สุนัข ในกลุ่มกีฬา (Sporting Group) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้งานในกีฬาล่าสัตว์ เป็น สุนัข ขนาดกลาง มีอายุเฉลี่ย 12 – 14 ปี ตัวผู้สูงราว 23-24 นิ้ว หนักประมาณ 64-70 ปอนด์ ตัวเมีย สูง 21-23 นิ้ว น้ำหนัก 60-70 ปอนด์ มีสีหลายระดับสี มักจะเป็นสีออกครีมถึงสีเหลืองทอง จนถึงกึ่งเข้มแดงมะฮอกกานี เป็น สุนัข ที่มีลักษณะหัวกว้าง และมีช่วงปากที่แข็งแรง ตาสีน้ำตาล หูค่อนข้างใหญ่เป็นรูปสามเหลี่ยม ปรกลงมาด้านข้าง มีขน 2 แบบ คือเรียบกับเป็นลอน ขนชั้นนอกแน่น เงา หยิกเป็นลอนเล็กน้อย และราบเรียบไปตามลำตัว กันน้ำได้ดี ขนชั้นในแน่น และกันน้ำได้ดีเช่นเดียวกัน มีขนปุกปุยหนาแน่นบริเวณคอ ขาหน้าตรงแข็งแรง เท้ากลมคล้ายเท้าแมว

โครงสร้างลำตัวของ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ จะสั้นกระชับได้สัดส่วน อกลึกและกว้าง ความลึกของอกลึกเสมอข้อศอกขาหน้า ลำตัวเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ช่วงรอยต่อระหว่างจมูก ปาก และหน้าผาก มีความลาดเล็กน้อยไม่ถึงกับหัก สันจมูกเป็นเส้นตรง หนังย่นบริเวณหน้าผากอนุโลมให้มีได้ หนังบริเวณใบหน้าเรียบตึง ฟันมีลักษณะขบกันได้สนิท โดยฟันหน้าบนขบเกยอยู่ด้านนอก ส่วนจมูกมีสีดำหรือน้ำตาลดำ ลักษณะของหูสั้นพอประมาณ ใบหูห้อยปรกลงแนบกับส่วนแก้ม และหางอยู่ในตำแหน่งสูงสุดต่อจากเส้นหลังและหางมีขนาดใหญ่โดยเฉพาะที่บริเวณโคนหาง

อุปนิสัยของ สุนัข โกลเด้น รีทรีฟเวอร์

เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่ามี สุนัข น้อยพันธุ์นักที่จะมีนิสัยสุภาพ น่ารัก มีเสน่ห์ ขี้เล่น ช่างประจบเอาใจ และเสียสละรักเจ้าของได้เท่ากับ สุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ นี้ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ เป็น สุนัข ที่ใจดี ชอบอยู่กับคนและสัตว์อื่น มีมนุษย์สัมพันธ์ดี สามารถปล่อยให้เป็นเพื่อนเล่นกับเด็กๆ หรือลูกหลานได้อย่างสบายใจ ค่อนข้างติดคนหรืออยากให้เจ้าของสนใจเสียจนบางครั้งอาจรู้สึกว่าน่ารำคาญ

นอกจากนี้ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ยังเป็น สุนัข ที่ฝึกง่าย แต่ควรเริ่มฝึก โกลเด้น เสียแต่เนิ่นๆ แต่ก็มีบางตัวที่ขี้ตกใจ เป็นกระต่ายตื่นตูม ดังนั้น การฝึกที่นุ่มนวลและมีแรงจูงใจที่ดีจะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้ โกลเด้น ชอบเห่าเมื่อมีคนอยู่หน้าประตูบ้าน แต่มีบ่อยครั้งที่การเห่านั้นเป็นการแสดงการทักทาย มิใช่การขู่ เจ้าของควรทำรั้วล้อมรอบบริเวณบ้านให้ดี เพราะถ้าขืนปล่อย สุนัข พันธุ์นี้ให้เป็นอิสระมากไป มันจะหนีออกไปข้างนอกบ้านและคุณคงต้องตามหามันจนเหนื่อย เนื่องจาก โกลเด้น มีนิสัยชอบเที่ยว ชอบผจญภัยเอามากๆ

จาก : http://pet.kapook.com/view148.html

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ สุนัข ขี้เล่น ตอนที่ 1


โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ (Golden Retriever) สุนัข พันธุ์นี้เป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลก เรามักจะได้เห็น สุนัขพันธุ์โกลเด้น จากโฆษณาหรือภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง ที่มีรูปร่างท่วงท่าสวยงาม หน้าตาน่ารัก ใจดี ขี้เล่น ขนยาวสีเหลืองทอง แถมยังเป็น สุนัข ฉลาด พูดรู้เรื่อง เชื่อฟังคำสั่ง จึงทำให้หลายคนเกิดติดใจอยากหา โกลเด้น มาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนคู่ใจสักตัว ขณะที่หลายคนก็อาจตกหลุมรัก สุนัข พันธุ์นี้ จนมีไว้ในครอบครองหลายตัวแล้วก็ได้

โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ มีถิ่นกำเนิดในประเทศอังกฤษและสก๊อตแลนด์ โดยมีการบันทึกไว้ในช่วงทศวรรษที่ 1860 ซึ่งบันทึกไว้ว่าได้มีคณะละครสัตว์ของรัฐเซีย ได้นำฝูง สุนัข มาแสดง จนทำให้ท่านลอร์ด ทวีดมัธ ( Lord Tweedmouth ) รู้สึกประทับใจ จึงได้ทำการขอซื้อไว้แล้วนำมาผสมพันธุ์หลายชั่วอายุ จึงได้สายพันธุ์ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ในที่สุด แต่การนำมาผสมกับสายพันธุ์ไหนนั้นยังไม่มีหลักฐานสรุปที่แน่นอน แต่มีการสันนิษฐานว่า โกลเด้น มีสายเลือดผสมระหว่างสุนัขพันธุ์ Yellow Flat-Coated Retriever และ Light-Coated Tweed Water Spaniels และอาจจะมีสายพันธุ์ของ Newfoundland หรือ Bloodhound ผสมอยู่ด้วย

ทั้งนี้ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ เป็น สุนัข ที่มีความเชี่ยวชาญทางน้ำ โดยแต่เดิมเป็น สุนัข ที่ใช้ในกีฬาล่าสัตว์ นายพรานจะใช้ โกลเด้น ไปเก็บเป็ดน้ำที่ยิงได้กลับมา เนื่องจากมีประสาทสัมผัสดีเลิศทั้งในด้านของการฟังเสียง การดมกลิ่นสะกดรอย นอกจากนี้ โกลเด้น ยังมีสายตาอันเฉียบคมและแม่นยำ ด้วยเหตุนี้วงการทหารและตำรวจในหลายๆ ประเทศจึงได้นำ สุนัขพันธุ์โกลเด้น นี้มาฝึกเพื่อไว้ช่วยงานราชการ อาทิเช่น ตรวจค้นยาเสพติด, ดมกลิ่นสะกดรอยคนร้าย, ยามรักษาความปลอดภัย แต่ที่ดูเหมือนจะได้รับความนิยมสูงสุด ก็เห็นจะได้แก่ฝึกให้เป็น สุนัข นำทางคนตาบอด ทั้งนี้เพราะ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ เป็นสุนัขฉลาด และสุภาพ

โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ หรือที่บางคนเรียก เยลโล่ รีทรีฟเวอร์ ( YELLOW RETRIEVER ) เป็นที่รู้จักและนิยมเลี้ยงกันแพร่หลายในประเทศอังกฤษ จนในปี ค.ศ. 1930 โกลเด้น ก็เริ่มเป็นที่นิยมในสหรัฐอเมริกา โดยยุคนั้นชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะเลี้ยง โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ไว้เพื่อเป็นนักล่า

ต่อมาในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1977 ได้จัดให้มีการประกวดความสามารถและความฉลาดแสนรู้ของ สุนัข ซึ่งผลปรากฏว่า สุนัข ที่ได้รางวัลที่ 1-3 ล้วนเป็น สุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ทั้งสิ้น จากผลการประกวดในครั้งนั้นทำให้ชาวอเมริกันเริ่มเกิดความตื่นตัว และหันมาให้ความสนใจเลี้ยง สุนัขพันธุ์โกลเด้น เป็น สัตว์เลี้ยง กันมากขึ้น

จาก : http://pet.kapook.com/view148.html

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553

ปอมเมอเรเนียน ตอนที่ 2 (จบ)


อาหารและการเลี้ยงดู ปอมเมอเรเนียน
การดูแลขนของ ปอมเมอเรเนียน ต้องได้รับการแปรงขนทุกวันหรืออาทิตย์ละสองครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อที่จะให้ขนที่หนาและสวยไม่พันกัน ขนของ ปอมเมอเรเนียน ต้องการการเล็มบ้างแค่ครั้งคราว ส่วนการดูแลหูและเล็บเป็นประจำเป็นสิ่งที่แนะนำรวมกับการอาบน้ำ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรอาบน้ำให้ ปอมเมอเรเนียน บ่อยมากจนเกินไป เพราะการอาบน้ำบ่อยจะทำให้หนังและขนเแห้งจนเกินไป เนื่องจากน้ำมันที่จำเป็นถูกล้างออกไปหมด

นอกจากการดูแลขนแล้ว สิ่งที่สำคัญที่มากที่สุดสำหรับ สุนัข ปอมเมอเรเนียน คือการได้รับการดูแลสุขภาพปากและฟันเป็นอย่างดี เนื่องจาก ปอมเมอเรเนียน ง่ายต่อการสูญเสียฟันอันเนื่องมาจากปัญหาฟันผุ หรือสุขภาพเหงือกไม่ดี จึงต้องมั่นทำความสะอาดฟันให้เป็นประจำ และควรให้อาหารชนิดแห้งเพื่อลดปัญหาสุขภาพปากและฟัน


โรคและวิธีป้องกัน
สุนัข แต่ละพันธุ์มีโรคประจำที่แตกต่างกันออกไป เช่น สุนัข พันธุ์โกลเด้น ก็มีปัญหาโรคข้อสะโพกเสื่อม สุนัข พันธุ์คอกเกอร์ สเปเนียล ก็พบปัญหาเรื่องโรคหูอักเสบ สุนัข พันธุ์พุดเดิ้ลก็มีปัญหาโรคหัวใจโต สุนัข พันธุ์ดัลเมเชี่ยนก็เจอโรคหูหนวก สุนัข พันธุ์ดัชชุน ก็มีปัญหาโรคหมอนรองกระดูก ฯลฯ ปอมเมอเรเนียน ก็มีปัญหาเหมือนกัน โดยมี 4 โรคที่ ปอมเมอเรเนียน พึงสังวรไว้ คือ

1. โรคลูกสะบ้าเคลื่อน โรคนี้พบได้บ่อยสุด คือ มีอาการเจ็บเข่าจนต้องยกขาไม่ลง ถ้าไม่เป็นมาก ก็รักษาด้วยการกินยา แต่ถ้าเป็นมากต้องพึ่งหมอผ่าตัด อย่างไรก็ดี โรคนี้ป้องกันได้โดยอย่าปล่อยให้ ปอมเมอเรเนียน ของเราอ้วนเกินไป และคอยดูแลไม่ให้เขาหล่นหรือโดดลงจากที่สูง ส่วนสถานที่ที่เลี้ยงนั้นไม่ควรเป็นพื้นลื่นจำพวกกระเบื้อง พื้นหินขัด,หินอ่อน หรือแกรนิต ที่สำคัญไม่ควรปล่อยให้ ปอมเมอเรเนียน ที่มีปัญหาลูกสะบ้าขยายพันธุ์

2. โรคหลอดลมตับ เป็นอีกโรคมักพบบ่อยๆ ใน ปอมเมอเรเนียน อาการที่พบ คือ ไอแห้งๆ เสียงดังมาก ซึ่งพบบ่อยเวลาที่ตื่นเต้นหรืออากาศเย็น ดังนั้น จึงอย่าปล่อยให้มันอ้วนเกินไป และพยายามอย่าให้เขาอยู่ในที่ที่อากาศร้อนและชื้นเกินไป และที่สำคัญเวลาจูงเดินเล่นควรใช้สายจูงชนิดสายรัดอก แทนสายจูงกับปลอกคอหรือโซ่คอ

3. ขนร่วง ปัญหาโรคขนร่วงที่พยบ่อยใน ปอมเมอเรเนียน ก็คือโรค Black Skin หรือ BSD ซึ่งทำให้ผิวหนังไม่มีขนและมีจี้ดำ เกิดจากหลายสาเหตุรวมกัน เช่น โรคไทรอยด์ต่ำ,ZEMA,ไรขี้เรื้อนและเชื้อรา ซึ่งวิธีแก้ไข คือ ควรรีบพา สุนัข ที่มีปัญหาโรคผิวแห้งไปพบสัตว์แพทย์โดยเร็ว

4. โรคหนังตาม้วนเข้า โรคนี้สามารถพบใน สุนัข ปอมเมอเรเนียน แต่ไม่พบบ่อยเหมือน สุนัข พันธุ์เชาว์-เชาว์ หรือชาร์ไป ซึ่งวิธีแก้ไขคือต้องทำการผ่าตัดโดยสัตวแพทย์

จาก : http://pet.kapook.com/view157.html

ปอมเมอเรเนียน ตอนที่ 1


หากพูดถึง สุนัข ตัวเล็กๆ ขนฟูๆ หางเป็นพวง จมูกแหลมๆ ตาแป๋วเป็นประกาย แน่นอนว่าสุนัขที่ว่านี้คือพันธุ์ ปอมเมอเรเนียน ที่ไม่ว่าใครเห็นเป็นต้องขอจับ ขอสัมผัส ความน่ารักกันใกล้ๆ แต่ที่เห็นน่ารัก ดูบอบบางเหมือนคุณหนูแบบนี้ แท้จริงแล้ว ปอมเมอเรเนียน มีต้นตระกูลมาจาก สุนัข ลากเลื่อนของประเทศไอซ์แลนด์และเลปแลนด์ บริเวณตอนเหนือของทวีปยุโรปโน่นแน่ะ

ปอมเมอเรเนียน เป็น สุนัข ที่ชอบเอาใจใส่กับสิ่งภายนอก เฉลียวฉลาด เหมาะสำหรับเลี้ยงเป็นเพื่อนพอๆ กับเลี้ยงเพื่อการแข่งขัน ชื่อของ ปอมเมอเรเนียน มาจาก Pomeranian ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโปแลนด์และประเทศเยอรมันตะวันออก เหนือแถบทะเลบอลติก โดยแต่เดิมนั้น ปอมเมอเรเนียน เป็น สุนัข พันธุ์ใหญ่ที่ใช้ลากเลื่อนและเฝ้าฝูงแกะ มีรายงานว่า ปอมเมอเรเนียน ที่ถูกนำเข้ามาในอังกฤษตัวแรกมีน้ำหนักถึง 30 ปอนด์ แต่ต่อมาได้มีผู้ผสมพันธุ์ ปอมเมอเรเนียน ให้มีขนาดเล็กลงเพื่อเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนคู่ใจแทนการใช้งาน

ทั้งนี้ ปอมเมอเรเนียน เริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เมื่อสมเด็จพระราชินี วิคเตอเรีย แห่งอังกฤษ ทรงไปพบ สุนัข พันธุ์นี้และนำกลับมาเลี้ยงในพระราชวังด้วย ซึ่งมีเรื่องเล่ากันว่าควีนวิคตอเรียทรงโปรด สุนัข ปอมเมอเรเนียน มาก แม้กระทั่งวันที่สิ้นพระชนม์ยังทรงให้เอาเจ้า Turi สุนัข ปอมเมอเรเนียน ตัวโปรดมาไว้ข้างพระแท่นบรรทม และเจ้า Turi นี้ก็ได้นอนเฝ้าอยู่จนควีนสิ้นพระชนม์ จึงทำให้พระองค์ได้รับการยกย่องว่าทรงเป็นผู้ที่ทำให้สาธารณชนรู้จักและนิยมเลี้ยง ปอมเมอเรเนียน ตัวเล็ก

อย่างไรก็ตาม ปอมเมอเรเนียน ที่ถูกพัฒนาจนเล็กลงอย่างที่นิยมเลี้ยงกันอยู่ในปัจจุบัน เป็นผลงานการพัฒนาของนักผสมพันธุ์ สุนัข ชาวอเมริกา จึงไม่น่าแปลกใจที่ ปอมเมอเรเนียน สายพันธุ์จากอเมริกาได้รับการยอมรับให้เป็นสายพันธุ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด

ลักษณะสายพันธุ์ สุนัข ปอมเมอเรเนียน
ปอมเมอเรเนียน เป็น สุนัข ที่มีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4-6 ปอนด์ หรือราว 1.7-2.5 กิโลกรัม ถ้านำหนักน้อยหรือมากกว่านี้ จะถือว่าไม่ได้มาตรฐานสายพันธุ์ เป็น สุนัข ที่ว่องไวปราดเปรียว มีขนชั้นในที่แน่นและนุ่ม และมีขนชั้นนอกที่หยาบกว่าชั้นใน หางสวยงามเป็นพวงขน และตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สูง หางจะขนานไปกับหลัง โดยลักษณะนิสัยพื้นฐานของ ปอมเมอเรเนียน นี้ คือ จะตื่นตัวเสมอ เห่าเก่ง มีนิสัยอยากรู้อยากเห็น อวดดี สง่างาม และขณะก้าวย่างแสดงถึงความมีชีวิตชีวา เป็นพันธุ์สมบูรณ์ทั้งรูปร่างและการเคลื่อนไหว

ศีรษะ
ศีรษะจะสมดุลได้สัดส่วนกับลำตัว จมูกยาวเล็กน้อย ตรง มองเห็นชัดเจน ปลายจมูกเชิดเป็นอิสระจากริมฝีปาก การแสดงออกของใบหน้าจะสดใส ร่าเริง คล้ายใบหน้า สุนัข จิ้งจอก หรืออีกนัยหนึ่งคือใบหน้าที่ฉลาดแกมโกง เจ้าเล่ห์ กะโหลกจะปิดสนิท ด้านบนสุดของกะโหลกจะกลมเล็กน้อย แต่ไม่เป็นรูปโดมซะทีเดียว เมื่อมองจากด้านหน้าและด้านข้าง จะเห็นใบหูที่ค่อนข้างเล็ก เชิดสูงและตั้งตรงเสมอ เมื่อลากเส้นผ่านปลายจมูกไปยังตรงกลางตาไปยังปลายหูจะได้เส้นตรง นัยน์ตาเป็นสีดำ แววตาสดใสรูปร่างอัลมอนด์ ขนาดปานกลางตั้งอยู่ในตำแหน่งตัวกับกะโหลก นัยน์ตาค่อนข้างชัดเจน ขอบตาและจมูกต้องเป็นสีดำ ยกเว้น ปอมเมอเรเนียน สีน้ำตาล และสีน้ำเงิน (เทา) ฟันสบกันแบบกรรไกร ถ้ามีฟันซี่ใดซี่หนึ่งไม่ตรงก็ยอมรับได้

ลำตัว ลำคอ
ลำคอสั้น โดยศีรษะแทบจะติดกับไหล่ ส่วนหลังนั้น ลำตัวกระชับและกะทัดรัด มีซี่โครงและช่วงอกที่ทำงานได้ดี โดยยื่นไปถึงข้อศอก หางดีเป็นพวง เป็นลักษณะเฉพาะพันธุ์ โดยจะขนานไปกับลำตัวส่วนหลัง

ลำตัวส่วนหน้า
ลำตัวส่วนหลังจะเป็นตัวชูให้ลำคอ และศีรษะอยู่สูง แสดงถึงความผ่าเผย ไหล่และขามีกล้ามเนื้อปานกลาง ความยาวของใบไหล่ และต้นแขนจะเท่ากัน ขาหน้าจะตรงและขนานกับความสูงจากศอกถึงตะโหนก เท่ากับความสูงจากศอกถึงพื้น ข้อเท้าตรงและแข็งแรง เท้าได้รูปหุบสนิท ไม่บิดเข้าหรือบิดออก ขณะยืนจะรับน้ำหนักตัวได้ดี อาจต้องมีการตัดนิ้วติ่ง

ลำตัวส่วนท้าย
มุมของลำตัวส่วนท้ายจะสมดุลกับลำตัวส่วนหน้า สะโพกสวย ต้นขามีกล้ามเนื้อปานกลาง ข้อเท้าบิดเล็กน้อย ข้อเท้าได้ฉากกับพื้น และขาจะตรงและขนานกับอีกข้าง ขอบเท้าชัดเจน เท้าหุบสนิท ไม่บิดเข้าหรือบิดออก สุนัขยืนอยู่บนนิ้วเท้าได้อย่างดี อาจต้องมีการตัดนิ้วติ่ง

การก้าวย่าง และเคลื่อนไหว
ปอมเมอเรเนียน มีการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวล เป็นอิสระ สมดุลและกระฉับกระเฉง มีแรงส่งตัวไปด้านหน้าได้ดี เพราะมีแรงขับจากลำตัวส่วนท้าย ขาหลังจะเดินตามรอยขาหน้าในข้างเดียวกัน เป็นการเดินและเคลื่อนไหวที่สมดุล ขณะเคลื่อนไหวจะไม่มีการเหวี่ยงเท้าเข้าหรือออกจากลำตัว ลำตัวด้านบนยังคงได้ระดับ ซึ่งดูแล้วลักษณะทั้งหมดจะสมดุล

ขนและสีขน
ปอมเมอเรเนียน เป็น สุนัข ที่มีขนสองชั้น ขนชั้นในนิ่มและแน่น ขนชั้นนอกจะยาวตรงหยาบกว่า แต่จะส่องแสงแวววาว ขนชั้นในจะหนาเพื่อปกป้องลำตัวของ สุนัข โดยขนจะแน่นตั้งแต่ลำคอ ไหล่ และอก ขนชั้นนอกบริเวณไหล่ อก ค่อนข้างมาก ขนบริเวณศีรษะและขาจะน้อยและสั้นกว่าส่วนอื่น (โดยเฉพาะลำตัวและไหล่จะยาวที่สุด) ลำตัวส่วนหน้าจะมีขนปกคลุมไปจนถึงข้อเท้าหางจะมีขนชั้นนอกที่ยาว แข็ง ปกคลุม อาจต้องมีการตัดเล็มขนบ้างซึ่งยอมรับได้

ส่วนมีสีขนของ ปอมเมอเรเนียน จะมีหลายสี หลายแบบ เช่น ดำและน้ำตาล สีผสมหรือสีทองออกส้ม สีขาว ที่มีสีอื่นร่วมบริเวณศีรษะ หรืออีกประเภทที่เรียกว่า open elasses คือจะมีสีแดง สีส้ม สีครีม สีดำ สีน้ำตาล สีเทา เป็นต้น

จาก : http://pet.kapook.com/view157.html

วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553

สุนัข ชิสุ เจ้าหมาสิงโตน้อย ตอนที่ 3 (จบ)


โรคและวิธีการป้องกัน

โรคตาแห้ง เป็นโรคที่มักเกิดกับ สุนัข ชิสุห์ เพราะมีดวงตากลมโต ลูกตาเปิดกว้าง ทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย อีกทั้งยังมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุกับดวงตาด้วย ทั้งนี้ อาการของโรคตาแห้ง คือน้ำตาน้อย ก็ต้องรักษาด้วยการหยอดตาต่อเนื่อง อาจจะนานๆ ครั้ง หรือไม่ก็ตลอดชีวิต สำหรับการดูแลรักษา อย่างแรกเลยผู้เลี้ยง ควรเจ้าของควรหมั่นทำความสะอาดตาอย่างสม่ำเสมอด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดโดยเฉพาะ และเมื่อเห็นความผิดปกติของลูกตาให้รีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันที เพราะ ถ้าทิ้งไว้นาน อาจทำให้ติดเชื้อ แก้วตาละลาย ถึงขั้นตาบอดได้ อีกอย่างถ้าพามาตั้งแต่แรกเริ่มก็จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ไม่สูงมากนัก

โรคหูน้ำหนวก หูอักเสบ ส่วนใหญ่เป็นการอักเสบของช่องหูภายนอกที่เรียกว่า "otitis externa" เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งอาการของ สุนัข ชิสุ ที่ป่วยหูอักเสบ ได้แก่ มีกลิ่นเหม็น ชอบเกาหู หรือเอาหู (หัว) ไปถูกับวัตถุ ช่องหู หรือใบหูมีสีแดง หรือบวม ในบางตัวอาจมีสิ่งคัดหลั่งออกมาจากช่องหู ฯลฯ

สำหรับวิธีการป้องการที่ดีที่สุด คือการรักษาความสะอาด ควรตรวจสอบช่องหูของ สุนัข ชิสุห์ ทุกสัปดาห์ สุนัข บางตัวมีขี้หูน้อย บางตัวก็มีมาก แตกต่างกันไป ควรใช้สำลีหรือผ้านิ่มๆ เช็ดบริเวณรูหูส่วนนอก และใบหูเป็นประจำ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ถ้าพบว่า สุนัข ของคุณสะบัดหู หรือเกาหูบ่อย ก็ให้นำไปพบสัตวแพทย์ เพราะอาจมีแมลงเข้าหูหรืออาจเกิดโรคหูอักเสบขึ้น

นอกจากนี้ ชิสุห์ ยังมีโรคอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น โรคนิ่ว โรคไต โรคผิวหนัง และไส้เลื่อน ทางที่ดีผู้เลี้ยงควรฉีดวัคซีนให้ สุนัข ตามกำหนดให้ครบ และใส่ใจเรื่องอาหาร และการออกกำลังกาย และหากผิดความผิดปกติใดๆ ก็ตามควรรีบพา สุนัข แสนรักไปพบแพทย์เพื่อได้รรับการวินัจฉัยและการรักษาที่ตรงจุดต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
- kapank.com
- lovedoghouse.com
- vet4polyclinic.com
- vet.ku.ac.th
- คู่มือการเลี้ยงสุนัขชิสุ โดย อ.บัณฑิตย์ สุริยพันธ์

จาก : http://pet.kapook.com/view156.html

สุนัข ชิสุ เจ้าหมาสิงโตน้อย ตอนที่ 2

ลักษณะทั่วไปของ สุนัข ชิสุ

ชิสุ เป็น สุนัข ขนาดเล็กในกลุ่มทอย (Toy Group) มีน้ำหนักประมาณ 4.5 - 7.5 กิโลกรัม (หรือราว 10 - 16 ปอนด์) ส่วนสูงประมาณ 25 - 27 ซม. (หรือราว 10 - 11 นิ้ว) ทั้งนี้ ชิสุ มีลักษณะนิสัย กล้าหาญ มีความตื่นตัว ขี้ประจบ มีความสง่าอยู่ในตัว เดินหน้าเชิด การย่างก้าวสง่าผ่าเผย นอกจากนี้ ชิสุ ยังรักความสะอาด เป็นมิตรกับทุกคน ปรับตัวได้ดี และชอบที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ กับเจ้าของในทุกเรื่อง แล้วก็ไม่ชอบถูกทิ้งไว้ในบ้าน

ข้อบกพร่องของสายพันธุ์ ชิสุ

ข้อบกพร่องของ ชิสุห์ ที่จัดว่าร้ายแรงตามมาตรฐานของ AKC : American Kennel Club (สมาคมสุนัขแห่งสหรัฐอเมริกา) ที่ยอมรับกันทั่วโลก มีดังนี้

- ศีรษะแคบเกินไป
- ฟันบนเกยฟันล่าง
- ขนสั้น หรือขนที่ได้รับการขลิบให้สั้น
- จมูกหรือหนังบริเวณขอบตาสีชมพู
- ดวงตามีขนาดเล็กหรือมีสีจาง
- ขนบาง ไม่ดกหนา
- มุมหักตรงช่วงรอยเชื่อมระหว่างจมูกและหน้าไม่เด่นชัด

อาหารและการเลี้ยงดู สุนัข ชิสุ

ชิสุห์ มีอายุค่อนข้างยืนยาว คือประมาณ 10-18 ปี ตามแต่ปัจจัยต่างๆ เช่น อาหาร และการเลี้ยงดู โรคที่มักเกิดขึ้นกับ ชิสุ คือโรคตาแห้ง โรคหูน้ำหนวก หูอักเสบ โดยเจ้าของควรหมั่นทำความสะอาดตาและหูของ ชิสุ อย่างสม่ำเสมอด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของมันโดยเฉพาะ ส่วนโรคอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับ ชิสุ ได้ เช่น โรคนิ่ว โรคไต และไส้เลื่อน

ปกติ ชิสุห์ จะเป็นมิตรกับคน นิ่งและดูสงบ ดูจะเป็น สุนัข อารมณ์ศิลปินซะด้วย หลายครั้งที่พบว่า ชิสุ จะไม่เชื่อฟังเราถ้ามันไม่อยากทำซะอย่าง อย่างไรก็ตาม ชิสุ ก็ชอบวิ่งและรักความสนุกซึ่งเจ้าของจำเป็นจะต้องพามันออก ไปวิ่งออกกำลังกายบ้าง

นอกจากนี้ ขนเป็นส่วนประกอบสำคัญที่เป็นตัวชี้วัดความสวยงามของ ชิสุ โดยเฉพาะ ชิสุห์ เป็น สุนัข ขนยาว ที่จะต้องดูแลมากเป็นพิเศษ เนื่องจากมีขนเส้นเล็กและพันกันได้ง่าย หากไม่รู้จักวิธีการรักษาขนให้ดี ขนของ ชิสุ จะพันกันและมีโอกาสเป็นโรคผิวหนังได้ง่ายๆ

ทั้งนี้ การแปรงขนอย่างสม่ำเสมอทุกวันจะช่วยให้ผิวหนังและขนสะอาดของ ชิสุ เป็นเงางาม เพราะมีการนวดให้ต่อมน้ำมันที่โคนขนขับน้ำมันออกมาเคลือบเส้นผมได้มากขึ้น ทำให้ผิวหนังมีสุขภาพสมบูรณ์ และยังเป็นการช่วยขจัดรังแคและสิ่งสกปรกอื่นออกจากผิวหนังของ ชิสุ ด้วย

อาหารที่เหมาะกับเจ้า ชิสุ สุดสวย ควรเป็นอาหารเม็ดมากกว่าอาหารกระป๋อง เพราะ สุนัข มีขนยาว หากให้กินอาหารกระป๋องจะทำให้เลอะหนวดเครา เหม็นคาว ทำให้ต้องทำความสะอาดกันทุกครั้งไป และหากล้างออกไม่หมดก็จะกลายเป็นที่สะสมของเชื้อโรค อีกทั้งถ้าให้อาหารกระป๋องต้องใช้ให้หมดในคราวเดียว ไม่เช่นนั้นจะเสี่ยงต่อสุขภาพของ ชิสุ ของคุณได้

ดังนั้น ทางเลือกที่เหมาะที่สุดเห็นจะเป็นอาหารเม็ด ทั้งนี้ การเลือกซื้อควรเลือกประเภทสำหรับ สุนัข พันธุ์เล็ก โดยเลือกดูให้เหมาะกับช่วงวัยของ ชิสุ ด้วย เช่น ถ้าเป็นอาหารลูก สุนัข ข้างถุงจะพิมพ์ไว้ว่า Puppy มีโปรตีนมากกว่า เม็ดจะเล็กกว่า และจะแพงกว่าอาหาร สุนัข โตนิดหน่อย

อย่างไรก็ตาม อาหารปรุงเองก็สามารถให้ ชิสุ ได้ แต่ควรดูความเหมาะสมของสารอาหารที่ให้ และการสร้างอุปนิสัยที่ดี เพราะหากให้กินพร่ำเพรื่อ สุดท้ายเจ้า ชิสุ ตัวโปรดของคุณก็จะติดนิสัยขออาหารที่ครั้งที่เห็นคนกิน ดังนั้นต้องใจแข็งไว้นะคะ ควรให้อาหารเป็นเวลาจะดีกว่า แล้ว ชิสุห์ ของคุณไม่มีปัญาหาสุขภาพตามมาด้วย


จาก : http://pet.kapook.com/view156.html

สุนัข ชิสุ เจ้าหมาสิงโตน้อย ตอนที่ 1

สุนัข พันธุ์ ชิสุ

เพราะภาพลักษณ์หมาน้อยตากลมโต ผูกโบว์ที่หน้าผาก มีขนยาวสวย ดูสง่างาม ขนาดพอเหมาะ พาไปไหนมาไหนได้ไม่ลำบาก แถมยังนิสัยเป็นมิตร ขี้เล่น และช่างประจบ เลยทำให้มีผู้คนจำนวนไม่น้อยหลงใหลได้ปลื้มเจ้าสุนัขพันธุ์ "ชิสุ" และเลี้ยงเป็นสมาชิกสี่ขาประจำครอบครัวกันอย่างแพร่หลาย แต่รู้ไหมว่าประวัติความเป็นมาของ สุนัข ชิสุ น่ะ เป็น ถึง 1 ใน 3 สุนัข ชั้นสูงจากจักรพรรดิจีนเชียวนะ

ทั้งนี้ บรรพบุรุษของ สุนัข ชิสุห์ นั้น มีการคาดเดาว่ามีต้นกำเนิดจากทิเบต เนื่องจากตามประวัติศาสตร์ของชาวทิเบตถือว่าสิงโตเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อทางศาสนา พระชาวทิเบต (Lama) จึงได้ผสม สุนัข พันธุ์เล็กขึ้นมาให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับสิงโต ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าลักษณะขนแผงคอของ ชิสุ จะเหมือนกับสิงโต อีกทั้งท่าทางการเดินหรือการเคลื่อนไหวก็แลดูสง่างาม และชื่อ "ชิสุ" (Shih Tzu) ซึ่งเป็นคำในภาษาจีน ก็แปลว่า สิงโต ด้วย

ต่อมาทิเบตได้ส่ง สุนัข ชิสุ มาเป็นหนึ่งในเครื่องบรรณาการแก่จักรพรรดิราชวงศ์ชิง ราชวงศ์สุดท้ายของจีน ซึ่งพระนางซูสีไทเฮา ทรงโปรดการเลี้ยง สุนัข มาก โดยมี สุนัข พันธุ์ปักกิ่ง ปั๊ก และชิสุ ที่ได้รับการดูแลอย่างดีจากพระองค์ ชนิดหรูหราและฟุ่มเฟือย ในอดีตจึงเป็นที่รู้กันดีว่า ชิสุ เป็น สุนัข ที่มีชนชั้น นิยมเลี้ยงกันเฉพาะในราชสำนักของและนับเป็นสิ่งสูงค่าสำหรับสามัญชน

ในปี ค.ศ.1908 เมื่อพระนางซูสีไทเฮาสิ้นพระชนม์ สุนัข ชิสุ ทรงเลี้ยงในพระราชวังก็กระจัดกระจายหายไป แต่ก็มี ชิสุ บางส่วนที่ถูกลักลอบนำไปผสมข้ามสายพันธุ์ ทำให้ ชิสุ ขยายพันธุ์ไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในอังกฤษ และทั่วยุโรป ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และเป็นสายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงกันถึงปัจจุบัน เนื่องจาก ชิสุ เป็น สุนัข พันธุ์เล็ก อีกทั้งมีของลักษณะขนและหน้าตา ที่จะสร้างความเพลิดเพลินในการเลี้ยงดูของเจ้าของที่ชอบแต่งตัวให้ สุนัข แต่คงไม่เหมาะนักสำหรับเจ้าของที่ไม่มีเวลา

จาก : http://pet.kapook.com/view156.html