วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553

เซนต์เบอร์นาร์ด สุนัขนักบุญแห่งสวิส



เซนต์เบอร์นาร์ด (St. Bernard) สุนัข แสนรู้ที่เป็นที่รู้จักและโด่งดังมากจากภาพยนตร์เรื่อง Beethoven เป็นสุนัขขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา แต่ในความใหญ่โตกลับมิได้ดูดุร้ายหากแต่ยังน่ารัก ใจดี แถมหน้ายังดูเศร้าๆ อีกต่างหาก จากตำนานที่เล่าต่อๆ กันมาทำให้เราทราบว่า สุนัข พันธุ์นี้เป็นสุนัขนักบุญ (SAINT) ที่อยู่กับบาทหลวง และมีหน้าที่ในการกู้ภัยผู้คนมากมายจากพายุหิมะ

ในสมัยโบราณ สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด มีประโยชน์อย่างมากโดยการเป็นผู้ช่วยเหลือ นำทางคนบนพื้นที่ที่มีหิมะปกคลุมหนาแน่นโดยมันจะนำทางไปสู่จุดหมายที่คนต้องการได้และให้มันช่วยขนของดังกล่าวมาแล้วในขณะเดียวกัน Saint Bernard ก็มีบทบาทในการเป็นสุนัขอารักขาเฝ้าฝูงปศุสัตว์ ตลอดจนเฝ้าบ้านให้แก่เจ้านายได้เหมือนสุนัขใหญ่พันธุ์อื่นๆ ทั่วไป

สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด สันนิษฐานว่าสืบเชื้อสายมาจากสุนัขขนาดใหญ่จากทวีปเอเชีย โดยชาวโรมันเป็นผู้นำไปแพร่พันธุ์ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์และเกิดการผสมกันเองจนได้สุนัขพันธุ์ ST.BERNARD ขึ้นมา ชาวสวิสฯ มักนิยมเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้ไว้คอยช่วยชีวิตผู้เคราะห์ร้ายระหว่างการเดินทางซึ่งส่วนมากนักเดินทางมักถูกหิมะถล่มและถูกฝังอยู่จุดใดใด เมื่อพบผู้เคราะห์ร้ายแล้วมันจะขุดและดึงผู้เคราะห์ร้ายขึ้นมา หลังจากนั้นมันจะนอนแนบผู้เคราะห์ร้ายเพื่อให้ความอบอุ่นและเลียจนผู้เคราะห์ร้ายได้สติ ส่วน สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด อีกตัวหนึ่งจะวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อตามคนมาช่วย

สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด ที่มีชื่อเสียงและเป็นตัวอย่างสุนัขที่คนกล่าวถึงมานานคือ BARRY มันสามารถช่วยคนได้ถึง 40 คน BARRY เสียชีวิตในปี 1814 และประวัติของ BARRY ได้รับการจารึกไว้ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติกรุงเบอร์น ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์



ลักษณะทั่วไปของ สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด

สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด จัดอยู่ในกลุ่ม WORKING สุนัข ที่มีโครงสร้างใหญ่ ใจดี และมีนัยน์ตาเศร้า ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสุนัขพันธุ์นี้ รูปร่างสูงเด่นได้สัดส่วน ดูแข็งแรงบึกบึน เต็มไปด้วยพละกำลัง มีกล้ามเนื้อสมส่วนแข็งแรง หัวกะโหลกใหญ่ หน้าผากกว้าง หูตก บริเวณคอใหญ่จนดูเหมือนว่ามีคอสั้น หน้าอกมีขนาดกว้างใหญ่ ช่วงขาแข็งแรง กระดูกขาใหญ่สมดุลกับตัว อุ้งเท้ามีขนาดใหญ่ มี 2 ชนิด คือ ชนิดขนสั้นและชนิดขนยาว

เซนต์เบอร์นาร์ด สามารถมีชีวิตนานถึง 9 ปี มีน้ำหนัก ประมาณ 73-110 กิโลกรัม สูง 70-90 เซนติเมตร ขนยาวหนา มีสีน้ำตาลแดง ขาว และดำ ปนกัน นร่างเป็นเอกลักษณ์ มีนิสัยเป็นมิตร ภักดี ฉลาด รักสนุก ช่างประจบประแจง น่ารัก (โดยเฉพาะกับเด็กๆ) และชอบคนมากๆ บุคลิกมีตั้งแต่เงียบขรึมจนถึงทะลึ่งตึงตังอยู่ไม่เป็นสุข ชอบการฝึกฝนและการพาเข้าสังคม ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่นิยมเลี้ยงกันทั่วโลก


อาหารและการเลี้ยงดู สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด

สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด จะเติบโตอย่างรวดเร็วในขวบปีแรก จนดูงุ่มง่ามในบางครั้งคุณควรต้องคอยดูแลน้ำหนัก ของลูกสุนัขไม่ให้เพิ่มเร็วมากเกินไป เพราะจะเป็นการเพิ่มแรงกดและเป็นภาระต่อกระดูกและข้อต่อที่กำลังเจริญเติบโตอยู่ โดยให้ลูกสุนัขออกกำลังกายด้วยการเล่นขณะอยู่บ้าน แต่ต้องมีรั้วบ้านที่แข็งแรง และสูงอย่างน้อย 2 เมตร

และด้วยขนาดที่ใหญ่โตมโหฬารของ สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด เขาจึงเป็นสุนัขที่กินอาหารมาก เรียกว่า ถ้าคิดจะเลี้ยงล่ะก็ ต้องเลี้ยงให้สุด ทั้งเรื่องอาหาร ความเป็นอยู่ กินก็ต้องดีไม่อย่างนั้น จะมีปัญหาเรื่องไขข้อ เรื่องสุขภาพ นอนก็ต้องนอนห้องแอร์เพราะขนเยอะ รายละเอียดยุบยิบแบบนี้ ใครที่คิดจะเลี้ยงเจ้าสุนัขพันธุ์นี้นอกจากจะมีความพิศวาทเป็นทุนเดิมแล้ว ต้องดูด้วยว่าเราสามารถรับภาระอันใหญ่หลวงและสามารถเลี้ยงเขาให้ดีได้หรือไม่ จะได้ไม่เป็นปัญหาตามมาภายหลัง


โรคและการป้องกัน

สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด มักมีปัญหาในเรื่องสุขภาพ เนื่องจากมีอัตราการเติบโตเร็วมาก ทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก หากไม่ได้กินอาหารที่ถูกต้อง การเลี้ยงแบบไม่ถูกสุขลักษณะ สารอาหารไม่เหมาะสม และการไม่ได้ออกกำลังกาย สาเหตุเหล่านี้ล้วนทำให้อายุมันสั้นและเจ็บกระเสาะกระแสะ กินเงินเจ้าของ โดยมีโรคประจำพันธุ์ เซนต์เบอร์นาร์ด คือ โรคข้อ โรคผิดปกติของตา โรคลมบ้าหมู โรคหัวใจ ฯลฯ

โรคข้อสะโพกเสื่อม โรคนี้จะเป็นปัญหาที่พบกันค่อนข้างมาก อาการแรกเริ่ม สุนัข จะมีอาการเจ็บปวดขาหลังเวลาเดิน จึงไม่ชอบขยับเขยื้อน อาการจะมากขึ้นจนสุนัขไม่ยอมลุกขึ้นมาเดินอีกเลย ลักษณะจะแตกต่างกับอาการเจ็บขาธรรมดา คือ ถ้าสุนัขเจ็บขาธรรมดาจะเจ็บข้าง เดียวแต่ถ้าเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมจะเจ็บทั้ง 2 ข้าง สาเหตุอาจเกิดจากได้จากสายพันธุ์ และพันธุกรรม ซึ่งในส่วนของพันธุกรรม ก็คือความเสี่ยงต่อโรคที่สุนัขมีอยู่เป็นทุนเดิม ประกอบกับความไม่รู้ของผู้เลี้ยง อาหารที่ให้สุนัขกินจึงไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอย่างไม่รู้ตัว ดังนั้น ผู้เลี้ยงจึงต้องดูแลเรื่องอาหาร ปรับความสมดุลทางโภชนาการ ให้กินอาหารที่หลากหลาย สุนัขที่โตเต็มที่แล้วควรให้อาหารแค่วันละมื้อ

โรคลมบ้าหมู จะทำให้สุนัขชักบ่อยๆ และควบคุมการทรงตัวไม่ได้ การแก้ไขเบื้องต้น ควรหาสถานที่ให้สุนัขอยู่อย่างสงบในห้องที่มืดๆ จนกว่าอาการชักจะทุเลาลง ในระหว่างที่สุนัขชักอย่าได้เข้าไปจับตัวเด็ดขาด เพราะมันอาจหันมากัดได้ ทั้งนี้ ยารักษาโรคลมบ้าหมูอาจช่วยลดอาการชักให้น้อยลงได้ แต่ควรปรึกษาการใช้ยาจากสัตวแพทย์ สำหรับสาเหตุของโรคชักเกิดจากพยาธิในลำไส้เป็นตัวการสำคัญ

โรคหัวใจ มีสาเหตุมาจากความผิดปกติในโครงสร้างและหน้าที่ของหัวใจ หรือความผิดปกติของหัวใจตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งอาการของสุนัขที่มีปัญหาโรคหัวใจจะมีอาการซึมเศร้า น้ำหนักลด เบื่ออาหาร หรือกินอาหารได้น้อยลง ท้องกาง ไอแห้งๆ และมักไอเวลากลางคืน มีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนแรง หายใจลำบาก เหงือกซีด เป็นลมหมดสติ ทั้งนี้ สุนัขที่เป็นโรคหัวใจ สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ แต่จะต้องดูแลเรื่องการให้ยาอย่างใกล้ชิด ควรงดการออกกำลังกายหรือกิจกรรมใดๆ ที่ทำให้สัตว์เหนื่อย เนื่องจากหัวใจต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้น และสิ่งสำคัญคือ ระวังในเรื่องการให้อาหารและน้ำที่มีส่วนผสมของเกลือ ต้องมีปริมาณเกลือต่ำ

อย่างไรก็ตาม โรคหัวใจบางชนิดสามารถป้องกันได้อย่างเหมาะสม เช่น ฉีดวัคซีนโรคพยาธิหนอนหัวใจอย่างสม่ำเสมอ และไม่ขยายพันธุ์สุนัขที่เป็นโรคหัวใจ เนื่องจากโรคหัวใจบางชนิดอาจถ่ายทอดทางกรรม พันธุ์ได้ และหากสุนัขแม่พันธุ์เป็นโรคหัวใจ จะมีความเสี่ยงในระหว่างการคลอดลูกด้วย นอกจากนี้การดูแลรักษาช่องปากในสุนัขก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากสุนัขมีหินปูนมาก หรือมีการอักเสบในช่องปากอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคติดเชื้อในหัวใจได้

โรคต้อกระจก มักเกิดกับ สุนัข ที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป โดยจะมองเห็นแก้วตามีลักษณะขุ่นขาว ซึ่งสุนัขยังพอมองเห็นได้ แต่ถ้าแก้วตาขุ่นเพิ่มมากขึ้นก็จะทำให้มองไม่เห็น เนื่องจากแสงไม่สามารถผ่านเข้าไปยังจอรับภาพได้ ทั้งนี้สาเหตุเป็นเพราะโรคเบาหวาน หรือได้รับบาดเจ็บ มีแผลที่ตา อย่างไรก็ตาม โรคต้อกระจกอาจจะพบได้ในสัตว์อายุน้อยตั้งแต่เกิดจนถึง 3 ปี เนื่องจากเป็นมาตั้งแต่เกิด สำหรับการรักษา ควรรีบพาสุนัขของคุณไปพบสัตวแพทย์

จาก : http://pet.kapook.com/view153.html

กำหนดกฎเหล็ก เพื่อพฤติกรรมที่ดีของสุนัข


กำหนดกฎเหล็ก เพื่อสุนัขมีพฤติกรรมดี (Dogazine)
เรื่องโดย Freedom Dog


กฎระเบียบที่คุณกำหนดขึ้นสำหรับสุนัขที่อยู่ในบ้านของคุณ ล้วนขึ้นอยู่กับคุณทั้งหมด แต่ทว่ามีกฎทั่ว ๆ ไป บางกฎที่อยากแนะนำให้คุณทำตามอย่างมาก เพื่อจะรักษาตำแหน่งเจ้านายของคุณให้คงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

ถ้าสุนัขนอนหลับร่วมเตียงกับคุณ คุณต้องสร้างเงื่อนไขว่า หากสุนัขตื่นก่อนคุณแล้วจะลุกไปกินน้ำหรือไปยืดแข้งยืดขา เขาต้องลุกออกไปจากเตียงอย่างเงียบ ๆ แล้วจำเป็นต้องคอยคุณตื่นอย่างสงบและรอคุณเป็นคนเริ่มแบบแผนประจำวันของเขา

เริ่มต้นในแต่ละวันด้วยการสัมผัสหรือพูดคุยเพียงเล็กน้อย เก็บความรักของคุณเอาไว้ให้หลังจากการเดิน การเดินคือช่วงเวลในการเชื่อมความสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างคุณกับสุนัขของคุณ ถ้าหากคุณพาเขาไปเดิน ก็ควรเดินให้ได้ประมาณ 1 ชั่วโมงทุกเช้า แต่ถ้าคุณไม่มีเวลาเต็มชั่วโมงสำหรับพาสุนัขไปเดินอย่างแน่นอนแล้ว อาจให้สุนัขแบกเป้สะพายหลังด้วย เพื่อทำให้สุนัขได้ออกกำลังมากขึ้น หรือาอจพาสุนัขขึ้นลู่วิ่งสักครึ่งชั่วโมง ขณะที่คุณกำลังเตรียมตัวเพื่อออกไปทำงาน

เวลาให้อาหารสุนัข ต้องสงบและเงียบ ๆ และอย่าให้อาหารแก่สุนัขเมื่อเขากระโดดขึ้นลงไปมา สุนัขจะได้อาหารก็ต่อเมื่อนั่งอย่างสงบ ยอมจำนวน เขาจะไม่ได้อาหารโดยเด็ดขาดถ้าเขาเห่า สุนัขของคุณจะต้องไม่ขอเศษอาหารที่เหลือ หรือมารบกวนเวลาทานอาหารของคุณ เมื่อเจ้านายกำลังทานอาหาร ต้องไม่มีใครมารบกวน คุณจะต้องตั้งระยะห่างที่ให้สุนัขคุณอยู่ห่างจากโต๊ะอาหารของคน และต้องยึดการกระทำนั้น อย่าเชื่อในดวงตาที่วิงวอนของสุนัข

การให้ความรัก ควรสอนสุนัขของคุณให้อยู่ในสภาพที่สงบยอมจำนวน แล้วจึงค่อยให้ความรัก จนกระทั่งถึงเวลาออกไปทำงาน จากการทำสิ่งต่าง ๆ นี้ คุณกำลังกำหนดเงื่อไขกับสุนัขของคุณ เพื่อให้ทั้งคุณและเขาได้มีช่วงเวลายามเช้าที่สวยงาม สมดุล และน่าพึงพอใจ

อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ สำหรับการออกจากบ้าน หรือการกลับบ้าน หากคุณจำต้องปล่อยสุนัขอยู่ตัวเดียวในบ้านทั้งวัน คุณสามารถฝึกเขาได้ง่าย ๆ โดยการให้คุณแกล้งเดินเข้าและออกจากบ้านหลาย ๆ รอบ ทำแบบนี้สักสองครั้ง ก่อนที่จะปล่อยให้เขาอยู่ตัวเดียวจริง ๆ และหากสุนัขยอมสงบแล้ว ก็ไม่ควรจะพูด สัมผัส หรือสบตาในขณะที่กำลังออกจากบ้าน อาจยาก แต่ก็เป็นวิธีที่จะช่วยให้สุนัขไม่ต้องกระวนกระวายเมื่อต้องอยู่ลำพัง

หากคุณพาสุนัขออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและไม่บ่มเพาะความกลัวหรือความกังวลแก่สุนันขแล้ว นาฬิกาชีวิตตามธรรมชาติของพวกเขาก็จะบอกว่า เวลาที่คุณไม่อยู่นี้คือ เวลาที่เขาควรจะพักและอยู่เงียบ ๆ

เมื่อคุณกลับเข้ามาบ้าน อย่าเพิ่งรีบให้ความรักแก่เขาทันที เพราะนั่นจะเป็นการกระตุ้นให้เขาเกิดความตื่นเต้นมากเกินไป แต่คุณควรไปเปลี่ยนเสื้อผ้า คว้าขนมขบเคี้ยวมาเป็นตัวช่วย แล้วพาสุนัขออกไปข้างนอกอีกรอบ การเดินรอบนี้อาจใช้เวลาสักครึ่งชั่วโมง

การตระเตรียมเรื่องการนอนให้สุนัข สุนัขควรมีที่นอนประจำ และไม่ควรให้สุนัขเลือกที่นอนเอง ในตอนแรกที่สุนัขมาอยู่กับคุณ ให้เขาอยู่ในกรงหรือคอกสุนัขทุก ๆ คืนตลอดอาทิตย์แรก สิ่งนี้จะทำให้เขาคุ้นเคยกับสิ่งรอบกายใหม่ ๆ ขณะที่อยู่ในขอบเขตจำกัด หลังจากอาทิตย์แรกให้ใช้เตียงหรือเบาะสุนัขมาแทนที่ ถึงตอนนี้ก็มีสถานที่สำหรับพักผ่อนของเขาแล้ว

อย่ายอมให้สุนัขยึดครองเตียง ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่ชอบพาสุนัขไปนอนบนเตียงคุณด้วย ก็ไม่เป็นปัญหา และยังเป็นวิธีที่ได้ผลดีในการสร้างสัมพันธ์กับสัตว์เลี้ยงของคุณ แต่กฎระเบียบต้องชัดเจน คือคุณต้องเป็นฝ่ายเชิญให้สุนัขเข้ามาในห้องนอน ให้คุณขึ้นไปบนเตียงก่อนสัก 2-3 นาที แล้วจึงค่อยส่งสัญญาณให้สุนัขตามขึ้นมา และเลือกส่วนของเตียงที่จะให้สุนัขนอน

ทุก ๆ คนในบ้านต้องเป็นเจ้านาย ตั้งแต่เด็กวัยเตาะแตะจนถึงคุณตา-คุณยายสูงวัย สุนัขจำเป็นต้องเคารพทุกคนในบ้านในฐานะที่มีตำแหน่งอยู่เหนือกว่าสุนัข สิ่งนี้หมายความว่าทุก ๆ คนในบ้านต้องใช้กฎระเบียบ ขอบเขต และข้อจำกัดแบบเดียวกัน

อย่าหลีกเลี่ยงการอาบน้ำให้สุนัข เพียงเพราะว่าสุนัขเกลียดการอาบน้ำ แม้ว่าสุนัขของคุณจะไม่สนใจเลยว่าเขาจะสะอาดแค่ไหน แต่คุณก็ควรจะมีสุนัขในแบบที่คุณรู้สึกว่าอยากอยู่ใกล้ มีหลายวิธีที่คุณจะทำให้ช่วงเวลาการอาบน้ำเป็นประสบการณ์ที่น่าพอใจมากขึ้นทั้งคนและสุนัข

ข้อแรก ปล่อยให้สุนัขของคุณทำความเคยชินกับอ่างอาบน้ำในแบบที่ผ่อนคลอายและน่าพอใจ ก่อนที่คุณจะพยายามอาบน้ำให้

ข้ดถัดมา ต้องจำไว้ว่าสุนัขทีอยู่ตามธรรมชาติจะไม่อาบน้ำ พวกเขาจะลงน้ำหรือกลิ้งตัวในโคลนเพื่อทำให้เย็นเมื่อรู้สึกร้อน ตามสัญชาตญาณ ดังนั้น จงใช้สัญชาตญาณเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ โดยให้สุนัขได้ออกกำลังกายเสียก่อน เมื่อเขาร้อน ความอยากอาบน้ำก็จะตามมาเอง

ไม่อนุญาตให้มีการหวงของเล่นและหวงอาหารอย่างเด็ดขาด อย่างแรกต้องมั่นใจว่า สุนัขของคุณรู้ว่าคุณเป็นเจ้าของของเล่นทุกชิ้น ต้องมั่นใจว่าเขายอมสงบก่อนที่คุณจะให้อาหาร และสุนัขต้องไม่ขู่คำรามถ้าคุณเข้าไปใกล้ ๆ ขณะที่เขากำลังกินอาหาร

ไม่อนุญาตให้มีการเห่าแบบไม่หยุด ถ้าสุนัขของคุณมีปัญหาเห่ามากเกินไป ส่วนใหญ่มักจะเกิดมาจากความคับข้องทางกายและทางใจ นี่คือสุนัขที่มีความต้องการการออกกำลังกายที่มากกว่าเดิม

จาก : http://pet.kapook.com/view17406.html

วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

สัตว์เลี้ยง ตายแล้ว(เอา)ไปไหนได้บ้าง


ในอดีตเมื่อสัตว์เลี้ยงแสนรักถึงคราวต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ผู้เป็นเจ้าของมักจะนิยมฝังกันในบริเวณเขตรั้วบ้าน แต่ปัจจุบัน คนรักสัตว์จำนวนมากอาศัยอยู่ตามคอนโด ทาวน์เฮ้าส์ หรือตึกแถว ซึ่งไม่มีพื้นที่สำหรับฝังสัตว์เลี้ยงได้ วันนี้เราจึงนำคำแนะนำจาก รศ.น.สพ.ปานเทพ รัตนากร มาฝากกันว่า จะสามารถจัดการกับร่างไร้วิญญาณของสัตว์เลี้ยงอย่างไรได้บ้าง

1.ฝัง เหมาะกับบ้านที่มีพื้นที่กว้าง แต่ต้องเลือกที่ห่างแหล่งน้ำ และขุดลึกแต่ไม่ถึงระดับน้ำซึม และสัตว์อื่นไม่สามารถขุดคุ้ยได้ แนะนำให้ใช้ปูนขาวโรยพื้นหลุมและโรยทับร่างเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรค

2. เผา เดี๋ยวนี้มีวัดที่รับทำพิธีโดยเฉพาะให้สัตว์เลี้ยง สมบูรณ์แบบแทบไม่ต่างจากคน มีพระสวดบังสกุล หากอยากเก็บอัฐิไว้ก็ทำได้ หรือจะนำไปลอยอังคาร ก็มีบริการ

3. เป็นอาจารย์ใหญ่ทางสัตวแพทย์ การเรียนการสอนของสัตวแพทย์ก็จำต้องใช้ซากสัตว์เพื่อเรียนกายวิภาคศาสตร์ ศัลยศาสตร์ ฯลฯ ทั้งนี้ เพื่อใช้สัตว์ทดลองที่มีชีวิตให้น้อยที่สุด โดยการรับบริจาคซากสัตว์สามารถติดต่อได้ที่ คณะสัตวแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ

4. สตัฟฟ์ คือ การลอกหนังสัตว์ออกมาแช่น้ำยากันเน่าเปื่อยแล้วเอาไปหุ้มหุ่นที่ขึ้นโครงไว้ เท่ากับตัวสัตว์เลี้ยงของคุณพร้อมกับยัดภายในหุ่นด้วยนุ่นหรือสำลีที่ใส่ยากันเน่าและกันแมลงไว้ จนได้รูปร่างสมจริง หากได้ช่างฝีมือดีก็จะดูคล้ายของจริงมาก แต่ถ้ามือไม่ถึงละก็จะน่ากลัวมากกว่า

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ เมื่อสัตว์เลี้ยงจากไป คือการนำไปทิ้งตามที่สาธารณะ หรือนำใส่ถุงดำทิ้งถังขยะ เนื่องจากกว่าเทศบาลจะมาเก็บ ซากอาจเน่าและขึ้นอืด เกิดก๊าซจนกระทั่งถุงปริแตกออกมา ซึ่งนอกจากกลิ่นจะเหม็นคลุ้งเกินบรรยายแล้ว อาจนำมาก่ออันตรายจากเชื้อโรคต่าง ๆ ด้วย

จาก : http://pet.kapook.com/view17367.html

วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553

การเล่นสำคัญกับลูกสุนัขอย่างไร ?


การเล่นสำคัญกับลูกสุนัขอย่างไร ? (โลกสัตว์เลี้ยง)

ว่ากันว่าลูกสุนัขก็เหมือนกับเด็ก ๆ ที่รักการเล่น ชอบที่จะซุกซนไปทั่ว ความซุกซนของเด็กถ้ามองในแง่ดีเหมือนที่โบราณเค้าว่าเอาไว้ว่า เด็กที่ซุกซนนั้นเป็นเด็กที่ฉลาด เพราะสามารถเรียนรู้อะไรได้เร็ว แต่ถ้าเป็นเจ้าตัวน้อยสี่ขาของเราล่ะ ถ้าเค้าเป็นลูกสุนัขที่ซุกซนแล้ว เขาจะเป็นสุนัขที่ฉลาดเหมือนโบราณว่าไว้ไหมน๊า

ลูกสุนัขชอบที่จะเล่นซุกซน เมื่อครั้งที่สุนัขยังเป็นสัตว์ป่า การเล่นของลูกสุนัขมีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นการฝึกให้ลูกสุนัขเรียนรู้ทักษะการล่าสัตว์เบื้องต้น แม้ปัจจุบัน สุนัขจะกลายเป็นสัตว์บ้านแล้ว แต่การเล่นก็ยังคงมีความสำคัญ ทั้งนี้เพราะ สุนัขเป็นสัตว์สังคมที่ชอบอยู่ร่วมกันเป็นฝูง การเล่นจึงช่วยพัฒนาให้สุนัขรู้จักการเข้าสังคม และรู้จักที่จะเป็นเพื่อนกับมนุษย์ เพื่อจะได้พัฒนาเป็นสุนัขเต็มวัยที่มีสุขภาพจิตดีต่อไป

ลูกสุนัขอายุ 28-35 วัน จะเริ่มแสดงพฤติกรรมทางสังคม คือ ลูกสุนัขจะเริ่มเล่น หยอกล้อกัน สุนัขที่ตัวโตกว่า จะแสดงการข่มขู่สุนัขตัวเล็ก แสดงความเป็นจ่าฝูงออกมา ระยะนี้ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของพฤติกรรมสุนัข เพราะสุนัขจะมีพฤติกรรมในอนาคตเช่นไร จะเขึ้นกับการเรียนรู้ และจดจดในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ เช่น ลูกสุนัขที่ถูกแกล้งให้ตกใจกลัว เมื่อโตขึ้นอาจกลายเป็นหมาขี้ระแวง หรือถึงขั้นเป็นหมาโรคประสาทได้ หากตกใจมาก ๆ หรือลูกสุนัขที่ตกใจเพราะเสียงดัง โตขึ้นอาจกลัวเสียงฟ้าร้อง หรือประทัด เป็นต้น

ลูกสุนัขที่ถูกกักขัง หรือกีดกันไม่ให้พบปะผู้คน ในช่วงอายุ 3-10 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกสุนัขชอบที่จะเล่นซุกซนที่สุด มักจะไม่สามารถปรับตนให้เข้ากับสังคมทั้งคนและสุนัขด้วยกันเองได้ ที่ร้ายที่สุดคือ เมื่อเติบโตขึ้น มันอาจจะมีอาการทางประสาท ไม่ชอบพบปะผู้คน จนเจ้าของยากจะควบคุม

สำหรับสุนัขเต็มวัยก็ชื่นชอบการเล่นเช่นกัน การเล่นทำให้สุนัขได้ออกกำลังกายไปในตัว และช่วงลดความเครียดของสุนัข อย่าลืมว่า สุนัขนั้นเคยเป็นสัตว์ป่ามาก่อน เคยมีพฤติกรรมที่จะต้องออกล่าหาอาหาร ถ้าให้สุนัขจับเจ่าอยู่กับบ้าน อาจทำให้สุนัขเครียดได้ โดยสุนัขแต่ละพันธุ์มีการเล่นที่โปรดปรานแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นกับพฤติกรรมของบรรพบุรุษของแต่ละสายพันธุ์

สุนัขก็เหมือนกับคน ที่อาจมีทั้งนิสัยดี และไม่ดี สุนัขบางพันธุ์อาจมีนิสัยก้าวร้าว ชอบแสดงพฤติกรรมนักรบ แย่งชิงความเป็นจ่าฝูง ก่อให้เกิดความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่เจ้าของ ดังนั้น เจ้าของอย่างเรา ๆ จึงควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมสุนัขตั้งแต่ยังเล็กว่า มีแนวโน้มที่จะก้าวร้าวเมื่อโตขึ้นหรือไม่ เช่น เมื่อนำสุนัขตัวใหญ่มาเลี้ยง มันขู่คำรามไม่เป็นมิตรหรือไม่ หรือเมื่อเจอคนแปลกหน้า มันขู่คำรามหรือไม่ หรือเมื่อออกไปนอกบ้าน มันไปเที่ยวข่มขู่สุนัขที่ตัวเล็กกว่าหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ ใช่ แสดงว่าสุนัขของคุณมีแนวโน้มที่จะก้าวร้าวในอนาคต

การฝึกให้สุนัขเชื่อฟังคำสั่งจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อจะได้ควบคุมสุนัขได้และไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในภายหลัง ซึ่งการแก้ไขปัญหา ขณะสุนัขโตแล้ว ทำได้ยากมาก เพราะพื้นฐานการเลี้ยงดูที่ดีจะนำพาไปซึ่งคุณสมบัติของสุนัขที่ดีได้ การให้ความรัก การดูแลเอาใจใส่ ตั้งแต่เค้ายังเป็นสุนัขตัวเล็ก ๆ โตขึ้นไปเค้าก็จะกลายเป็นสุนัขที่ดีได้(ว่าไหม)

จาก : http://pet.kapook.com/view17256.html

วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

วันปลาสวยงามแห่งชาติ 2553

ขอเชิญประกวด วันปลาสวยงามแห่งชาติ ประจำปี 2553 งานประกวดปลาสวยงาม ชิงแชมป์ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 2 – 10 ตุลาคม 2553 ณ ห้อง MCC.HALL ชั้น 4 เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน



จาก : http://pet.kapook.com/view16765.html

วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553

ม.เกษตรฯ ชวนบริจาคเลือดสุนัข-แมว ช่วยสัตว์ป่วย


หน่วยธนาคารเลือดเพื่อสัตว์เลี้ยง โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ชวนบริจาคเลือดน้องหมาและแมว เพื่อสำรองไว้ให้สัตว์ป่วยที่รอรักษา


คุณสมบัติของสุนัขและแมวที่จะบริจาคเลือด

อายุ 1-8 ปี ไม่มีโรคประจำตัวหรือโรคติดต่อ

ฉีดวัคซีนครบถ้วนเป็นประจำ

สุนัขที่บริจาคเลือดต้องมีน้ำหนัก 17 กิโลกรัมขึ้นไป บริจาคได้ครั้งละ 350-450 มิลลิลิตร

แมวต้องมีน้ำหนัก 4 กิโลกรัมขึ้นไป บริจาคเลือดได้ 40-50 มิลลิลิตร

หากบริจาคมากกว่า 10 ครั้งจะได้รับการฉีดวัคซีนประจำปีตลอดชีวิต

ทั้งนี้ สามารถติดต่อบริจาคเลือดสุนัข-แมว ได้ที่หน่วยธนาคารเลือด ชั้น 3 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ในวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 08.30-15.30 น. วันศุกร์ เวลา 08.30-11.00 น. เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เวลา 08.30-14.00 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0-2942-8756

จาก : http://pet.kapook.com/view13413.html

วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

วิจัยชี้ สัตว์เลี้ยงช่วยลดอาการภูมิแพ้


เลี้ยงสัตว์เลี้ยงช่วยลดอาการภูมิแพ้ (โลกสัตว์เลี้ยง)

การศึกษาวิจัยล่าสุดของวิทยาลัยการแพทย์แห่งจอร์เจีย พบว่า เด็กที่เติบโตมาในบ้านที่เลี้ยงสุนัขหรือแมวมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้น้อยกว่าเด็กที่อยู่ในบ้านที่ไม่มีสัตว์เลี้ยงถึง 50%

นี่คือผลวิจัยที่แตกต่างไปจากความเชื่อเดิม ๆ อย่างสิ้นเชิง เพราะที่ผ่านมาเรามักจะกล่าวโทษว่าขนของ สุนัข หรือแมว คือตัวการสำคัญที่ทำให้เด็กป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ แม้แต่ลูกสาวประธานาธิบดีโอบามาที่เป็นโรคภูมิแพ้ก็ยังถูกห้ามไม่ให้อยู่ใกล้สุนัข จนกระทั่งบิดาได้เป็นประธานาธิบดีจึงเลือกสุนัขพันธุ์ที่ไม่แพ้ให้เธอเลี้ยง เป็นของขวัญ งานวิจัยชิ้นนี้น่าจะช่วยให้พ่อแม่ยอมให้เด็กเติบโตโดยมีสัตว์เลี้ยงอยู่ ใกล้ๆ มากขึ้น เพราะนอกจากสุขภาพจิตดีแล้ว ร่างกายยังแข็งแรงอีกด้วย

จาก : http://pet.kapook.com/view17213.html