วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

เสียงเห่าสุนัข...บอกอะไรเราได้บ้าง


เสียงเห่าสุนัข...บอกอะไรเราได้บ้าง (โลกสัตว์เลี้ยง)

สำหรับสุนัข การเห่า คือการสื่อสาร สังเกตได้ว่าในการเห่าแต่ละครั้งจะมีโทนเสียงที่ต่างกัน มีสั้นยาวไม่เท่ากัน รวมถึงความถี่และจำนวนครั้งที่แตกต่างกัน และนั่นก็เป็นคำพูดที่เขาต้องการใช้สื่อสารให้คุณรับรู้อีกด้วย

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพฤติกรรมของสุนัข ได้ทำการแยกประเภทและความหมายของเสียงเห่าแต่ละชนิดไว้ ดังนี้

การเห่าสั้น ๆ 2-3 ครั้ง
เป็นการทักทายกันยามปกติ...เช่นเมื่อคุณกลับเข้าบ้าน หรือเมื่อเจอกันตอนเช้าหลังตื่นนอน เป็นต้น แปลความหมายได้ว่า.. "สวัสดีเจ้านาย"

การเห่าเป็นชุด ๆ ละ 3-4 ครั้ง แล้วหยุดเป็นระยะ
เป็นการชักชวนให้คุณมาดูอะไรบางอย่าง....แปลความหมายได้ว่า..."มาดูอะไรนี่สิ"

การเห่าเร็ว ๆ ติด ๆ
เป็นการเตือนภัยว่าจะมีอะไรเข้ามาใกล้ หรือในเวลาที่หมาน้อยมองเห็น ได้กลิ่นของคนแปลกหน้า มีความหมายว่า "ระวังนะ!!! กำลังมีอันตรายเข้ามาใกล้เราแล้ว..."

แต่ถ้าโทนเสียงต่ำ ๆ ติด ๆ ละก็มีความหมายว่า "อันตรายมาถึงแล้วนะ" หรือเป็นการขู่คนร้ายว่า "อย่าเข้ามานะ เดี๋ยวกัดเลย" เห่าแล้วหยุด...เห่าแล้วหยุด ติดต่อกันเป็นเวลานาน เป็นการบอกว่า "เหงาจัง" มาเล่นเป็นเพื่อนหน่อยซิ

การเห่าครั้งเดียวสั้น ๆ
หากคุณหรือใครอื่นกำลังยุ่งวุ่นวายกะเค้าอยู่แล้วมีการเห่าสั้น ๆ ขึ้นนั้น มีความหมายว่า "รำคาญนะ อย่ามายุ่ง อยากอยู่คนเดียว" แต่ถ้าไม่มีใครวุ่นวายกะเค้าอยู่ละก้อ...มีความหมายว่า "อยากเข้าห้องน้ำ หรือหรือถึงเวลาให้อาหารแล้ว"

การเห่าติดต่อกันนาน ๆ
ถ้าเป็นลูกสุนัขไม่มีอะไรมากหรอก..เขาแค่ต้องการให้คุณอยู่ใกล้ๆ และสนใจตลอดเวลา ประมาณว่าออดอ้อนอะไรทำนองนั้น การเห่ารัว ๆ และดังขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการบ่งบอกว่าเค้าตื่นเต้น และกำลังสนุกจริง ๆ

ทีนี้คงเข้าใจเจ้าตูบของคุณกันมากขึ้นแล้วนะคะ...ค่อย ๆ เรียนรู้และทำความเข้าใจกันต่อไป สักวันคุณก็จะเข้าใจเจ้าตูบมากขึ้นแน่ ๆ

จาก : http://pet.kapook.com/view16025.html

ปัญหาที่พบบ่อย ในการเลี้ยงปลาทอง


ปลาทอง ดูเหมือนเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย และนิยมเลี้ยงกันเป็นวงกว้าง แต่การเลี้ยงปลาทองก็ไม่ใช่เรื่องกล้วย ๆ เสียทีเดียว เพราะมันขึ้นชื่อว่าสามารถตายได้ง่าย ๆ หากไม่ใส่ใจดูแลอย่างถูกวิธี ดังนั้น ลองมาดูกันว่า ปัญหาอะไรบ้างที่ส่งผลกระทบต่อเจ้าปลาทองบ้าง

อุณหภูมิของน้ำ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้เลี้ยงจะละเลยไม่ได้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนน้ำใหม่ทุกครั้ง เนื่องจากปลาทองส่วนใหญ่สามารถปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงได้ไม่เกิน 5 องศาเซลเซียส ไม่เช่นนั้น ปลาอาจเกิดอาการช็อกน้ำได้ จึงต้องมีการปรับสมดุลของน้ำ

ปลาไม่ค่อยกินอาหาร มักเกิดกับปลาที่นำมาเลี้ยงใหม่ หรือการเปลี่ยนสถานที่ และสภาพแวดล้อม ปลาทองจึงต้องการการปรับตัวและจะต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัวอย่างน้อย 1-2 วัน ปลาถึงจะยอมกินอาหาร

อาหารสดทำน้ำเน่า การให้อาหารสดยอดนิยมอย่าง หนอนแดงแช่แข็ง ไรทะเลหรือ อาร์ทีเมีย จะต้องสะอาดและดูแลเรื่องน้ำเป็นพิเศษหากให้อาหารสด เนื่องจากมีโอกาสทำให้น้ำเสียได้เร็วกว่าอาหารสำเร็จรูป ซึ่งนั่นอาจเป็นสาเหตุทำให้ปลาป่วยได้

ปลาโตช้า และสีสันจืดลง เป็นธรรมดาของปลาทองที่เลี้ยงในตู้ที่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด ดังนั้น การเจริญเติบโตอาจช้ากว่าปลาที่เลี้ยงในพื้นที่ที่กว้างกว่า นอกจากนี้ จำนวนของปลาก็เป็นอีกปัจจัยที่จะทำให้ปลาโตเร็วหรือช้าด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องการเจริญเติบโตของปลาขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างทั้งเรื่องของอาหารและสภาพแวดล้อมภายในตู้ด้วย

ของเสียในตู้ นำมาซึ่งโรค ปลาทองเป็นปลาที่กินอาหารเก่งและขับถ่ายของเสียออกมาเร็วมาก ดังนั้น หากมีจำนวนปลามากปริมาณของเสียก็จะมากตามไปด้วย โอกาสที่น้ำจะเป็นแหล่งสะสมสารพิษในรูปของแอมโมเนีย และไนไตรท์ ก็ยิ่งมีมากขึ้นไปด้วย และแน่นอนมันส่งผลต่อสุขภาพของเจ้าปลาทองโดยตรง

จาก : http://pet.kapook.com/view15992.html

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

โรคและการรักษา ตอนที่ 7

โรคตกเลือดตามซอกเกล็ด
ลักษณะปลาจะมีแผลเปิดสีแดงๆเป็นจ้ำๆ ตามลำตัว โดยเฉพาะที่ครีบและซอกเกล็ด
มัีกพบในปลามีเกล็ดเป็นส่วนใหญ่ ถ้าเป็นแผลเรื้อรังอาจมีอาการเกล็ดหลุดตามมาด้วย
บริเวณรอบๆ และด้านบนของแผลจะมีส่วนที่คล้ายสำลีสัน้ำตาลปนเหลืองติดอยู่ โรคนี้
เกิดจากเชื้อปรสิตเชลล์เดียวที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มหรือกระจุก

การรักษา
ใช้ฟอร์มาลิน จำนวน 25-40 ซีซี ต่อน้ำ 1,000 ลิตร นาน 48 ชม.
แล้วจึงเปลี่ยนน้ำใหม่ ถ้ายังไม่ดีขึ้นให้เปลี่ยน้ำละใช้ยาซ้ำ ปลาควรจะมีอาการดีขึ้น
ภายใน 2-3 วัน หรือใช้เกลือดเม็ดจำนวน 5-10 กิโลกรัม ต่้อน้ำ 1,000 ลิตร แช่นาน
48 ชม. โดยดูขนาดของปลา และปริมาณการใช้เกลืออย่างเหมาะสม

จาก : http://www.samud.com/aquarium/GoldenFish/disease/goldendisease3.asp

โรคและการรักษา ตอนที่ 6

โรคโอโอดีเนียม
ปลาเป็นโรคนี้จะว่ายน้ำทุรยทุราย บางครั้งพบว่ากระฟุ้งแก้มเปิดอ้ามากกว่าปกติ อาจมี
แผลตกเลือด หรือรอยด่างสีน้ำตาล หรือเหลือง คล้ายสีสนิทตามลำตัว ครับตกหรือลู่ลง
ถ้าไม่ได้การรักษาอย่างถูกต้อง อาจมีการระบาดไปยังปลาตัวอื่นได้ และจะจายในที่สุด

การรักษา
แช่ปลาที่เป็นโรคด้วยฟอร์มาลีน จำนวน 30-40 ซีซี ต่อ น้ำ 1,000 ลิตร
นาน 24 ชม. แล้วจึงเปลี่ยน้ำใหม่ ถ้ายังไม่ดีขึ้นให้เปลี่ยนน้ำและให้ยาซ้ำปลาควรจะ
มีอาการดีขึ้นภายใน 3-4 วัน หรือใช้เกลือเม็ดจำนวน 5-10 กิโลกรัมต่อน้ำ 1,000 ลิตร
แช่นาน 24 ชม. โดยดูขนาดของปลา และปริมาณการใช้เกลืออย่างเหมาะสม

จาก : http://www.samud.com/aquarium/GoldenFish/disease/goldendisease3.asp

โรคและการรักษา ตอนที่ 5

โรคครีบและหางเปื่อย
ลักษณะอาการปลายหางและครีบของปลาจะมีสีขาง ปลายครีบและหางจะขาดหาย
ไปและสีขาวค่อยๆ ลุกลามลึกเข้าไปเรื่อยๆ ซึ่งเกิดจากเชื้อจำพวกแบคทีเรียหลายชนิด
เกิดขึ้นเนื่องจากความสกปรกของน้ำ

การรักษา
ใช้มาลาไคล์กรีน 2 ppm. แช่ติดต่อกัน3-4 วัน และควรรับทำการถ่ายเปลี่ยนน้ำในตู้ปลา

จาก : http://www.samud.com/aquarium/GoldenFish/disease/goldendisease3.asp

โรคและการรักษา ตอนที่ 4

โรคเชื้อรา
ลักาณะคล้ายปุยสำลีเกาะติดอยู่ตามตัวปลา โดยมากมักเกิดกับปลาที่ได้รับความบอบช้ำ จนเกิดเป็นแผล ทำให้เชื้อราแทรกซึมเข้าสู่บาดแผล ได้ ปลาจะมีัอาการเชื่องซึมตามตัวจะมีขุยคล้ายสำลีเกาะติดอยหากเป็นมากๆปลาอาจตายได้

การรักษา
ใช้มาลาไคล์กรีน 0.25 ppm. ผสมกับฟอร์มาลิน 25ppm. แช่ติดต่อกัน 3-5 วัน
หรือาจจะใช้สำลีชุึบน้ำซึ่งผสมเกลือในอัตราส่วน 2% เช็ดตามแผลก็จะช่วยให้บาดแผล
หายเร็วขึ้น

จาก : http://www.samud.com/aquarium/GoldenFish/disease/goldendisease2.asp

โรคและการรักษา ตอนที่ 3

โรคหนอนสมอ
หนอสมอมีรูปร่างคล้ายรูปสมอเรือ มีขนาดความยาวราว 0.6-1.2 ซม. ลำตัวที่ยื่นออกมาจะมีสีเขียวลักษณะคล้ายเส้นด้ายมองเห็นได้ชัดเจนปลาจะมีอาการซึม ตามตัวและครีบจะมีรอยแดงเป็นจ้ำๆ บางครั้งปลาจะว่ายถูตัวกับวัสดุภายในตู้คล้ายต้องการถูให้ตัวหนอนสมอหลุดออกไป

การรักษา
การรักษาใช้ตัวยามาโซเท็น หนือดิพเทอร์เร็ก 0.25 ppm. หรือมาลาไคล์กรีน 0.1 ppm.
แช่ติดต่อกัน 5 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 สัปดาห์

จาก : http://www.samud.com/aquarium/GoldenFish/disease/goldendisease2.asp