วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553

สุนัข ชิสุ เจ้าหมาสิงโตน้อย ตอนที่ 2

ลักษณะทั่วไปของ สุนัข ชิสุ

ชิสุ เป็น สุนัข ขนาดเล็กในกลุ่มทอย (Toy Group) มีน้ำหนักประมาณ 4.5 - 7.5 กิโลกรัม (หรือราว 10 - 16 ปอนด์) ส่วนสูงประมาณ 25 - 27 ซม. (หรือราว 10 - 11 นิ้ว) ทั้งนี้ ชิสุ มีลักษณะนิสัย กล้าหาญ มีความตื่นตัว ขี้ประจบ มีความสง่าอยู่ในตัว เดินหน้าเชิด การย่างก้าวสง่าผ่าเผย นอกจากนี้ ชิสุ ยังรักความสะอาด เป็นมิตรกับทุกคน ปรับตัวได้ดี และชอบที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ กับเจ้าของในทุกเรื่อง แล้วก็ไม่ชอบถูกทิ้งไว้ในบ้าน

ข้อบกพร่องของสายพันธุ์ ชิสุ

ข้อบกพร่องของ ชิสุห์ ที่จัดว่าร้ายแรงตามมาตรฐานของ AKC : American Kennel Club (สมาคมสุนัขแห่งสหรัฐอเมริกา) ที่ยอมรับกันทั่วโลก มีดังนี้

- ศีรษะแคบเกินไป
- ฟันบนเกยฟันล่าง
- ขนสั้น หรือขนที่ได้รับการขลิบให้สั้น
- จมูกหรือหนังบริเวณขอบตาสีชมพู
- ดวงตามีขนาดเล็กหรือมีสีจาง
- ขนบาง ไม่ดกหนา
- มุมหักตรงช่วงรอยเชื่อมระหว่างจมูกและหน้าไม่เด่นชัด

อาหารและการเลี้ยงดู สุนัข ชิสุ

ชิสุห์ มีอายุค่อนข้างยืนยาว คือประมาณ 10-18 ปี ตามแต่ปัจจัยต่างๆ เช่น อาหาร และการเลี้ยงดู โรคที่มักเกิดขึ้นกับ ชิสุ คือโรคตาแห้ง โรคหูน้ำหนวก หูอักเสบ โดยเจ้าของควรหมั่นทำความสะอาดตาและหูของ ชิสุ อย่างสม่ำเสมอด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของมันโดยเฉพาะ ส่วนโรคอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับ ชิสุ ได้ เช่น โรคนิ่ว โรคไต และไส้เลื่อน

ปกติ ชิสุห์ จะเป็นมิตรกับคน นิ่งและดูสงบ ดูจะเป็น สุนัข อารมณ์ศิลปินซะด้วย หลายครั้งที่พบว่า ชิสุ จะไม่เชื่อฟังเราถ้ามันไม่อยากทำซะอย่าง อย่างไรก็ตาม ชิสุ ก็ชอบวิ่งและรักความสนุกซึ่งเจ้าของจำเป็นจะต้องพามันออก ไปวิ่งออกกำลังกายบ้าง

นอกจากนี้ ขนเป็นส่วนประกอบสำคัญที่เป็นตัวชี้วัดความสวยงามของ ชิสุ โดยเฉพาะ ชิสุห์ เป็น สุนัข ขนยาว ที่จะต้องดูแลมากเป็นพิเศษ เนื่องจากมีขนเส้นเล็กและพันกันได้ง่าย หากไม่รู้จักวิธีการรักษาขนให้ดี ขนของ ชิสุ จะพันกันและมีโอกาสเป็นโรคผิวหนังได้ง่ายๆ

ทั้งนี้ การแปรงขนอย่างสม่ำเสมอทุกวันจะช่วยให้ผิวหนังและขนสะอาดของ ชิสุ เป็นเงางาม เพราะมีการนวดให้ต่อมน้ำมันที่โคนขนขับน้ำมันออกมาเคลือบเส้นผมได้มากขึ้น ทำให้ผิวหนังมีสุขภาพสมบูรณ์ และยังเป็นการช่วยขจัดรังแคและสิ่งสกปรกอื่นออกจากผิวหนังของ ชิสุ ด้วย

อาหารที่เหมาะกับเจ้า ชิสุ สุดสวย ควรเป็นอาหารเม็ดมากกว่าอาหารกระป๋อง เพราะ สุนัข มีขนยาว หากให้กินอาหารกระป๋องจะทำให้เลอะหนวดเครา เหม็นคาว ทำให้ต้องทำความสะอาดกันทุกครั้งไป และหากล้างออกไม่หมดก็จะกลายเป็นที่สะสมของเชื้อโรค อีกทั้งถ้าให้อาหารกระป๋องต้องใช้ให้หมดในคราวเดียว ไม่เช่นนั้นจะเสี่ยงต่อสุขภาพของ ชิสุ ของคุณได้

ดังนั้น ทางเลือกที่เหมาะที่สุดเห็นจะเป็นอาหารเม็ด ทั้งนี้ การเลือกซื้อควรเลือกประเภทสำหรับ สุนัข พันธุ์เล็ก โดยเลือกดูให้เหมาะกับช่วงวัยของ ชิสุ ด้วย เช่น ถ้าเป็นอาหารลูก สุนัข ข้างถุงจะพิมพ์ไว้ว่า Puppy มีโปรตีนมากกว่า เม็ดจะเล็กกว่า และจะแพงกว่าอาหาร สุนัข โตนิดหน่อย

อย่างไรก็ตาม อาหารปรุงเองก็สามารถให้ ชิสุ ได้ แต่ควรดูความเหมาะสมของสารอาหารที่ให้ และการสร้างอุปนิสัยที่ดี เพราะหากให้กินพร่ำเพรื่อ สุดท้ายเจ้า ชิสุ ตัวโปรดของคุณก็จะติดนิสัยขออาหารที่ครั้งที่เห็นคนกิน ดังนั้นต้องใจแข็งไว้นะคะ ควรให้อาหารเป็นเวลาจะดีกว่า แล้ว ชิสุห์ ของคุณไม่มีปัญาหาสุขภาพตามมาด้วย


จาก : http://pet.kapook.com/view156.html

สุนัข ชิสุ เจ้าหมาสิงโตน้อย ตอนที่ 1

สุนัข พันธุ์ ชิสุ

เพราะภาพลักษณ์หมาน้อยตากลมโต ผูกโบว์ที่หน้าผาก มีขนยาวสวย ดูสง่างาม ขนาดพอเหมาะ พาไปไหนมาไหนได้ไม่ลำบาก แถมยังนิสัยเป็นมิตร ขี้เล่น และช่างประจบ เลยทำให้มีผู้คนจำนวนไม่น้อยหลงใหลได้ปลื้มเจ้าสุนัขพันธุ์ "ชิสุ" และเลี้ยงเป็นสมาชิกสี่ขาประจำครอบครัวกันอย่างแพร่หลาย แต่รู้ไหมว่าประวัติความเป็นมาของ สุนัข ชิสุ น่ะ เป็น ถึง 1 ใน 3 สุนัข ชั้นสูงจากจักรพรรดิจีนเชียวนะ

ทั้งนี้ บรรพบุรุษของ สุนัข ชิสุห์ นั้น มีการคาดเดาว่ามีต้นกำเนิดจากทิเบต เนื่องจากตามประวัติศาสตร์ของชาวทิเบตถือว่าสิงโตเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อทางศาสนา พระชาวทิเบต (Lama) จึงได้ผสม สุนัข พันธุ์เล็กขึ้นมาให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับสิงโต ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าลักษณะขนแผงคอของ ชิสุ จะเหมือนกับสิงโต อีกทั้งท่าทางการเดินหรือการเคลื่อนไหวก็แลดูสง่างาม และชื่อ "ชิสุ" (Shih Tzu) ซึ่งเป็นคำในภาษาจีน ก็แปลว่า สิงโต ด้วย

ต่อมาทิเบตได้ส่ง สุนัข ชิสุ มาเป็นหนึ่งในเครื่องบรรณาการแก่จักรพรรดิราชวงศ์ชิง ราชวงศ์สุดท้ายของจีน ซึ่งพระนางซูสีไทเฮา ทรงโปรดการเลี้ยง สุนัข มาก โดยมี สุนัข พันธุ์ปักกิ่ง ปั๊ก และชิสุ ที่ได้รับการดูแลอย่างดีจากพระองค์ ชนิดหรูหราและฟุ่มเฟือย ในอดีตจึงเป็นที่รู้กันดีว่า ชิสุ เป็น สุนัข ที่มีชนชั้น นิยมเลี้ยงกันเฉพาะในราชสำนักของและนับเป็นสิ่งสูงค่าสำหรับสามัญชน

ในปี ค.ศ.1908 เมื่อพระนางซูสีไทเฮาสิ้นพระชนม์ สุนัข ชิสุ ทรงเลี้ยงในพระราชวังก็กระจัดกระจายหายไป แต่ก็มี ชิสุ บางส่วนที่ถูกลักลอบนำไปผสมข้ามสายพันธุ์ ทำให้ ชิสุ ขยายพันธุ์ไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในอังกฤษ และทั่วยุโรป ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และเป็นสายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงกันถึงปัจจุบัน เนื่องจาก ชิสุ เป็น สุนัข พันธุ์เล็ก อีกทั้งมีของลักษณะขนและหน้าตา ที่จะสร้างความเพลิดเพลินในการเลี้ยงดูของเจ้าของที่ชอบแต่งตัวให้ สุนัข แต่คงไม่เหมาะนักสำหรับเจ้าของที่ไม่มีเวลา

จาก : http://pet.kapook.com/view156.html

วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

วิ่ง...ต้านปัญหาโรคอ้วนในสัตว์เลี้ยง



คนเราอ้วนได้สัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขก็ตอ้วนได้เช่นกัน เมื่ออ้วนไม่ว่าจะเป็นคนหรือสุนัขต่างก็เกิดสารพัดโรคได้เหมือน ๆ กัน เพราะฉะนั้น จะทำอย่างไรกันดี เพื่อพิชิตกับปัญหานี้ เชื่อว่าหลายท่านก็ทราบกันดีว่าจะทำอย่างไรเพื่อที่จะไม่ทำให้ร่างกายอ้วน ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ฟังเหมือนเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ไม่ง่ายเลย ถ้าไม่มีความมุ่งมั่น

ปัจจุบันในอเมริกาการพาน้องหมาออกไปวิ่ง และโปรแกรมการออกกำลังกายอื่น ๆ กำลังแพร่หลายไปทั่ว เพื่อช่วยป้องกันและต่อสู้กับโรคอ้วนที่มีสาเหตุเช่นเดียวกับโรคอ้วนของคนคือ การนั่ง ๆ นอน ๆ และกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์

มาริกา โครโซวา และแทมมี่ สุนัขพันธุ์ อิงลิช เชฟเพิร์ด เป็นส่วนหนึ่งของแนวหน้าในการต่อสู้เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของน้องหมา ในภาวะที่ผู้เชี่ยวชาญ มองว่าปัญหาโรคอ้วนและปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกำลังระบาดในหมู่สัตว์เลี้ยง โครโซวา บอกว่า เจ้าแทมมี่ ของเธอ "ออกตุ้ยนุ้ยไปหน่อย" แต่หลังจากเข้าโปรแกรมออกกำลังกายร่วมกับหมาตัวอื่น ๆ และเจ้าของอีกหลายคน แมมี่ น้ำหนักลดลง 1.3 กิโลกรัม ตอนนี้เหลือ 23 กิโลกรัม

ผลการศึกษาของศูนย์ควบคุมโรคในปี 2006 สรุปว่า สุนัขในอเมริกา 23-41 % น้ำหนักเกิน แต่คนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับน้องหมาเชื่อว่าตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านั้น โปรแกรมฟิตเนส และค่ายฝึกต่าง ๆ พยายามหาหนทางที่จะทำให้เจ้าตูบพยามยามต่อสู้กับสถานการณ์ดังกล่าวโดยการส่งเสริมให้เจ้าของและน้องหมาจับคู่กันออกกำลังกาย

เจฟฟ์ ลัตตัน เจ้าของร้านจำหน่ายอาหารและอุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยงในเวอร์จิเนีย บอกว่า รู้สึกไม่ดีเลยเวลาเห็นคนทำให้หมาอ้วน ดังนั้น ลัตตันจึงเป็นอีกผู้หนึ่งที่เป็นผู้ริเริ่มโปรแกรมให้เจ้าของและน้องหมาร่วมกันออกกำลังกายในช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งรวมถึงการวิ่งในระยะทางต่าง ๆ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

จิลล์ โบเวอร์ส ผู้ก่อตั้งแธงค์ ด็ออก บูด แคมป์ในแอลเอ บอกว่า สุนัขต้องออกกำลังกายทุกวัน และการออกกำลังกายด้วยกันเป็นผลดีทั้งต่อน้องหมาและเจ้าของ แต่ก็มีเจ้าของมากมายที่จำใจทิ้งเจ้าตูบไว้ที่บ้านทั้งวัน ทำให้มันไม่ได้ออกกำลังกาย ซ้ำร้ายเมื่อกลับบ้านในสภาพเหน็ดเหนื่อยจากงาน เจ้าของมักให้ขนมหมาเพื่อคลายความรู้สึกผิดของตัวเอง

เออร์นี วอร์ด สัตวแพทย์ในนอร์ธแคโรไลนา และเทรนเนอร์ส่วนตัวที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับโรคอ้วนของสุนัข รวมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมป้องกันโรคอ้วนในสัตว์เลี้ยง บอกว่าปัญหานี้จำเป็นต้องใช้ความพยายามในหลายด้าน คือทั้งออกกำลังกายและควบคุมอาหารไปพร้อมกัน วอร์ดยังบอกว่า กระดูกขนมที่ให้สุนัขทุกวันนี้ไม่เหมือนกับเมื่อหลายปีก่อน เพราะผู้ผลิตใส่ไขมันและน้ำตาลลงไปด้วย เขาเสิรมว่าปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่กำลังระบาดในเอเชีย ยุโรป และแคนาดา โรคอ้วนจะทำให้สัตว์เลี้ยงเสี่ยงมากขึ้นที่จะปัญหาสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ข้อกระดูกอักเสบ และมะเร็งชนิดต่าง ๆ "เราคิดว่าการให้อาหารและขนมเป็นการบอกรัก แต่ช่วงปีท้าย ๆ ในชีวิตของสุนัขจะทรมานมาก ขนมไมใช่สิ่งจำเป็นแลควรหลีกเลี่ยง"

การให้เจ้าตูบรับประทานของที่มีประโยชน์ บวกกับการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง คงจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะทำให้สุนัขของคุณห่างไกลจากโรคอ้วน ซึ่งเป็นบ่อเกิดของสารพัดโรคร้าย วิธีการง่าย ๆ ที่จะพาสุนัขออกกำลังกายโดยไม่ต้องเสียเงินเสียทองก็คือ การพาสุนัขออกวิ่ง นอกจากสุนัขจะได้สุขภาพที่ดีแล้ว เจ้าของก็ยังได้ผลดีอีกเช่นกัน แล้ววันนี้คุณได้พาสุนัขของคุณวิ่งออกกำลังกายแล้วหรือยัง

จาก : http://pet.kapook.com/view15948.html

วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2553

10 สาเหตุยอดฮิต ที่ลูกหมาต้องมาหาหมอ ตอนที่ 2


6. หางขาด มักเกิดจากอุบัติเหตุประตูหนีบ กัดกัน หรือลูกสุนัขอาจไปลอดตามรั้ว หรือช่องรูขนาดเล็ก โดยที่รั้วหรือช่องต่าง ๆ นั้น อาจมีคม เช่น ถูกสังกะสีบาด ฯลฯ

7. ผิวหนังถลอก การพยายามลอดรั้ว หรือกำแพง เพราะต้องการออกไปเล่นซุกซนนอกบ้าน ทำให้ลูกสุนัขมักได้แผลถลอกเป็นของฝากอยู่เสมอ

8. กล้ามเนื้อฉีกขาด จะเกิดกับลูกสุนัขที่ไฮเปอร์เกินพิกัด ชอบวิ่งเล่นมากเกินไปจนอาจเสียจังหวะ ทำให้กล้ามเนื้อฉีกขาด

9. เอ็นอักเสบ เช่นเดียวกัน เกิดจากการเล่นแรงจนเกินไป แล้วเกิดผิดท่าผิดจังหวะ ทำให้ขาของน้องหมาเกิดอาการอักเสบ เดินโซซัดโซเซ หรืออาจเดินไม่ได้ เพราะรู้สึกเจ็บ

10. ช่องปากอักเสบ เกิดจากการไปขบเคี้ยวสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ควรจะนำมากัดทั้งหลายนั่นเอง

จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่าล้วนเกิดจากความซน และความไร้เดียงสาของเจ้าตูบน้อย ดังนั้น เจ้าของก็ต้องคอยดูแลเอาใจใส่ และระมัดระวังกันสักหน่อย เพราะบางครั้งความซนของเขาอาจเป็นภัยถึงชีวิต

จาก : http://pet.kapook.com/view16141.html

10 สาเหตุยอดฮิต ที่ลูกหมาต้องมาหาหมอ ตอนที่ 1


เป็นที่รู้กันดีว่า โรงพยาบาลสัตว์ ไม่ใช่สถานที่โปรดสำหรับน้องหมาสักเท่าไหร่ ส่วนเจ้าของก็ไม่ค่อยจะปลื้ม เพราะค่ารักษาเจ้าสี่ขาตัวโปรดมักจะแพงกว่าค่ารักษาคนเสียอีกแน่ะ.... แต่การดูแลเจ้าลูกหมาให้ห่างไกลจากโรงพยาบาลสัตว์ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะด้วยวัยที่กำลังอยู่ในช่วงอยากรู้อยากเห็น ความซนเลยอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้บ่อยครั้ง

ทั้งนี้ บริษัทประกันสุขภาพสุนัขในสหรัฐอเมริกา ได้ทำการเปิดเผยรายงาน 10 สาเหตุและอาการที่ลูกสุนัขต้องถูกนำตัวส่งโรงหมอไว้ ดังนี้

1. แผลกัด หากบ้านไหนที่มีลูกสุนัขมากกว่า 1 ตัว จะต้องคุ้นเคยกับสภาพการณ์แบบนี้แน่ ๆ หากพวกเขาสนุกสนานกับการเล่นกันแบบสุดเหวี่ยงไปหน่อย ก็อาจจะได้แผลเป็นของฝาก

2. ตาเจ็บ มักเกิดกับสุนัขสายพันธุ์ที่ตาโต หรือตาโปน เช่น ชิสุ ปั๊ก ปักกิ่ง ฯลฯ การเล่นกัน เดินชนข้าวของเครื่องใช้ หรืออุบัติเหตุอื่น ๆ อาจส่งผลทำให้ตาบาดเจ็บได้ง่าย ๆ

3. บวม ช้ำ อาจเกิดจากการตกจากที่สูง เช่น ตกโต๊ะ ตกบันได ฯลฯ บางครั้งก็อาจเกิดได้จากการกระโจน กระโดดเล่นไปมา ในกรณีที่เจ้าของ หรือตัวสุนัขเองชอบเล่นแรง ๆ

4. แมลงกัด ต่อย ความอยากรู้อยากเห็น ทำให้น้องหมาอาจไปต่อกรกับศัตรูที่มีพิษได้ หรือบางครั้งเจ้าตูบอาจไปคาบเอาซากสัตว์มีพิษ จนทำให้เกิดอาการบวมฉึ่งได้เหมือนกัน

5. กินสารเคมีมีพิษ ข้อนี้ร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น เจ้าของต้องไม่ประมาท สารเคมีทุกชนิดต้องเก็บให้ห่างปาก ห่างมือน้องหมาเป็นดีที่สุด

จาก : http://pet.kapook.com/view16141.html

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

เคล็ด(ไม่)ลับ กับการอาบน้ำสุนัข ตอนที่ 2

วิธีการอาบน้ำสุนัข

เริ่มจากการใช้น้ำเปล่าราดตัวให้เปียกก่อน เจอจางแชมพูกับน้ำสะอาดเล็กน้อยก่อนราดลงบนตัวสัตว์ ไม่ควรเอาแชมพูสุนัขเข้มข้นราดหลังสุนัขโดยตรง เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังบริเวณนั้นได้

ไม่ควรใช้เล็บเกาผิวหนังสุนัขแรง ๆ เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังสุนัขได้ ควรใช้วิธีนวดคลึงผิวหนังสุนัขแทนหรืออาจใช้แปรงอาบน้ำที่ที่จากยางนวดเบา ๆ ก็ได้

น้ำที่ใช้อาบสุนัขนั้นควรใช้น้ำอุ่นยกเว้นสุนัขที่มีปัญหาภูมิแพ้ควรอาบด้วยน้ำเย็นแทน เพราะถ้าอาบน้ำอุ่นจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว ทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น สุนัขก็จะคันมากขึ้นด้วย

หลังจากฟอกด้วยแชมพูแล้ว ควรล้างน้ำออกโดยใช้เวลาอย่างน้อย 5 นาที เพื่อลดโอกาสที่จะระคายเคืองจากการล้างแชมพูออกไม่หมดและให้ผิวได้รับน้ำเพียงพอ

เมื่ออาบน้ำเสร็จ ควรเช็ดตัว หรือเป่าให้แห้งทุกครั้ง ไม่ควรเป่าไดร์ด้วยลมร้อนเกินไป โดยเฉพาะสุนัขที่มีปัญหาผิวหนังควรใช้ผ้าเช็ดตัวเช็ดให้แห้งหรือใช้ลมเย็นเป่าเท่านั้น

ในกรณีที่มีปัญหาโรคผิวหนังโดยมากจะแนะนำให้ใช้แชมพูที่สุนัขเคยใช้เป็นประจำที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้อาบก่อน เพื่อล้างคราบสกปรกและฝุ่นที่ติดตามขนออกก่อนแล้วล้างออก จากนั้นจึงใช้แชมพูยาที่สัตวแพทย์แนะนำ โดยฟอกทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที ให้แชมพูยาออกฤทธิ์ก่อน หลังจากนั้นจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดให้เกลี้ยง และเช็ดตัวเป่าขนให้แห้ง

จาก : http://pet.kapook.com/view16248.html

เคล็ด(ไม่)ลับ กับการอาบน้ำสุนัข ตอนที่ 1


เคล็ด(ไม่)ลับ กับการอาบน้ำสุนัข (Dogazine)
โดย สพ.ญ.พรวดี ยังสุขสถาพร

ควรอาบน้ำสุนัขบ่อยแค่ไหน
โดยปกติแล้ว ควรอาบน้ำสุนัขทุก 1-2 สัปดาห์ก็เพียงพอแล้ว เนื่องจากการอาบน้ำด้วยแชมพูสุนัขจะมีผลในการชะไขมันที่ร่างกายสุนัขสร้างขึ้นมาเคลือบผิวหนังและเส้นขน การอาบน้ำบ่อยเกินไปมีผลทำให้ผิวและเส้นขนแห้ง ขาดความเงางาม และอาจทำให้สุนัขมีอาการคันได้ ถ้าจำเป็นต้องอาบน้ำบ่อย ๆ ควรเลือกแชมพูที่เป็นแบบ soap-free เพราะสารทำความสะอาดในตัวสบู่จะเป็นตัวกำจัดไขมันออกไป ทำให้ผิวหนังแห้งได้

ในกรณีที่สุนัขมีปัญหาสะเก็ดรังแคและผิวมันเยิ้ม อาจอาบน้ำได้บ่อยขึ้น เป็นทุก ๆ 3-4 วัน ในช่วงแรกร่วมกับการใช้แชมพูยาเพื่อลดรังแคและความมัน เมื่อผิวมันลดลงแล้วก็ปรับมาอาบน้ำทุก 1-2 สัปดาห์แทน


แชมพูแบบใดจึงจะเหมาะกับผิวของสุนัข
หลีกเลี่ยงการใช้แชมพูสระผมของคนมาอาบน้ำให้สุนัข เนื่องจากค่าความเป็นกรดด่างของผิวหนังคนกับสุนัขมีค่าไม่เท่ากัน การใช้แชมพูคนในช่วงแรก เจ้าของอาจไม่รู้สึกว่าผิวหนังสุนัขมีปัญหา แต่เมื่อใช้ไปนาน ๆ ก็จะทำให้ผิวหนังสุนัขขาดความสมดุล และโครงสร้างผิวหนังเสียหาย ก่อให้เกิดโรคผิวหนังตามมาได้

การเลือกแชมพูสำหรับสุนัขโดยทั่วไป โดยเฉพาะในลูกสุนัขหรอสุนัขที่ผิวบอบบาง มีโอกาสแพ้ง่ายอย่างในสุนัขพันธุ์ปั๊ก ให้เลือกสูตรอ่อนโยนที่มีโอกาสก่อให้เกิดความระคายเคืองน้อย (โดยมากมักเขียนที่ข้างขวดว่า Hypoallergenic) และเป็นแชมพูที่ผสมมอยซ์เจอร์ไรเซอร์สูงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวหนัง

หลีกเลี่ยงการใช้แชมพูที่ผสมยากำจัดเห็บหมัดในลูกสุนัขและสุนัขที่สุขภาพอ่อนแอ เนื่องจากมีโอกาสเกิดความเป็นพิษได้ ส่วนสุนัขที่มีปัญหากลิ่นตัวจากโรคผิวหนังนั้นให้เลือกแชมพูสูตรที่ลดการแพ้ร่วมกับการใช้แชมพูยาทีสัตวแพทย์เลือกให้

จาก : http://pet.kapook.com/view16248.html